preloder

บริการ ส่งของไปต่างประเทศ เลือกอย่างไรให้ถูกใจที่สุด

ค้าขายออนไลน์ อยากสร้างยอดขายให้ปัง จะเจาะกลุ่มลูกค้าแค่ตลาดในไทยไม่พอแน่นอนครับ อย่าลืมมองหาลูกค้าต่างประเทศ ที่อาจจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย เมื่อเรามีลูกค้าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศนั้น สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้คือการเลือกบริการ ส่งของไปต่างประเทศ ที่จะช่วยพาสินค้าของเราไปถึงมือลูกค้าได้อย่างปลอดภัยที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่การสั่งซื้อครั้งแรกนั้นเองครับ 

ดังนั้นวันนี้ Akita จะพามารู้จักกับผู้ให้บริการ ส่งของไปต่างประเทศ ที่คุณอาจจะได้ใช้บริการบ่อยๆ หลังจากนี้ มาดูกันว่าเจ้าไหนมีข้อดียังไง ตามไปอ่านกันเลยครับ

ข้อควรรู้ก่อน ส่งของไปต่างประเทศ

ก่อนที่เราจะทำการส่งพัสดุของเราไปในแต่ละประเทศนั้น การศึกษาข้อกำหนดข้อห้ามต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะในแต่ละประเทศจะมีข้อห้ามที่แตกต่างกันออกไป ที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน และที่สำคัญไปกว่านั้น สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องส่งของไปต่างประเทศจำนวนมาก ๆ อย่าลืมศึกษา ขั้นตอนการดำเนินงานกับศุลกากรเอาไว้ด้วยนะครับ เพราะการส่งสินค้าข้ามประเทศในจำนวนมาก ๆ อาจจะถูกตรวจสอบ ได้ในบางครั้งนั่นเอง

ไปรษณีย์ไทย

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยอย่างเรา ๆ ถ้าคิดไม่ออกเลยว่าจะใช้บริการส่งของไปต่างประเทศอย่าลืมนึกถึงพี่ไปรษณีย์ไทยของเรานะครับ เพราะเขาเองก็มีบริการ ส่งแบบ EMS ไปต่างประเทศที่เรียกว่า EMS world นอกจากนี้ยังมีบริการเกี่ยวกับการส่งไปต่างประเทศอีกมากมาย ที่ผู้ใช้บริการสามารถเลือกได้โดยอิงจากความรวดเร็วในการส่งมอบของถึงมือผู้รับ แต่ต้องบอกก่อนว่ายิ่งของถึงไว ราคายิ่งสูงนะครับ แต่ทั้งนี้ผู้ใช้บริการก็สามารถเข้าไปตรวจสอบราคาได้ล่วงหน้าในเว็บไซต์ก่อนได้ครับผม

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในตอนนี้ ทำให้มีการระงับการจัดส่งในหลายประเทศ หรืออาจทำให้เกิดการจัดส่งล่าช้าในบางประเทศ สามารตรวจสอบและอัพเดทข้อมูลการจัดส่งสินค้าได้ ที่นี่เลยครับ 

DHL

ผู้ให้บริการการส่งของไปต่างประเทศชื่อดังที่ใครก็ต้องรู้จัก ซึ่งสำหรับ DHL เค้ามีบริการจัดส่งสินค้าครอบคลุมถึง 220 ประเทศทั่วโลก ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการผ่านแพลทฟอร์มที่มีชื่อว่า iexpress ที่สามารถ

  1. เช็คอัตราค่าบริการได้ล่วงหน้า
  2. จองคิวการจัดส่งและชำระค่าบริการได้ผ่านการตัดบัตรต่างๆ
  3. ทำการนัดหมายให้ผู้เจ้าหน้าที่มารับพัสดุที่บ้าน หรือ เลือกไปส่งที่จุดให้บริการเองก็ได้ครับ

เรียกได้ว่าครบจบในเว็บเดียวจริง ๆ ครับ อยากส่งของไปต่างประเทศ ทำได้ง่าย ไม่ต้องขยับออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว DHL ตอบโจทย์มาก ๆ ครับผม

ข้อควรรู้ : ตอนนี้ DHL ยังไม่มีบริการรับส่งของจำพวก อาการสด เช่น เนื้อสด ผัก-ผลไม้สด ไปต่างประเทศนะครับ

FedEx

อีกหนึ่งผู้ให้บริการส่งของไปต่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 25 ปี ยังไม่หยุดพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นไปตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการขนส่งด้วย Boeing 777 การขยายสาขา จุดให้บริการมากมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงเพิ่มจุดให้บริการในประเทศไทย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงบริการส่งของถึงมือผู้รับที่รวดเร็วทันใจโดยใช้เวลาเพียงแค่ 1-3 วันทำการทั่วโลก (ทั้งนี้อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขของแต่ละประเทศนะครับ) โดยผู้ที่สนใจใช้บริการสามารถตรวจสอบอัตราค่าบริการก่อนนำพัสดุไปฝากส่งได้ที่หน้าเว็บไซต์ของ FedEx เลยนะครับ

Ups 

cr : https://www.logisticanews.it/

ผู้ให้บริการส่งของเจ้าดังในอเมริกา ในปัจจุบันมีสาขาที่เปิดให้บริการมีเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น มีระยะเวลาการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้รับ 3-5 วันทำการ โดยการจัดของพัสดุกับ Ups สามารถเลือกประเภทของการจัดส่งได้ว่าเป็นแบบบุคคลธรรมดาหรือแบบธุรกิจขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งถ้าเลือกเปิดบัญชีการจัดส่งแบบธุรกิจขนาดเล็กนั้นจะได้รับโปรโมชั่นส่วนลดต่าง  ๆ ที่ช่วยเบาค่าใช้จ่ายในจุดนี้ได้ครับ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ธุรกิจ SMEs มาก ๆ เลยครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือผู้ให้บริการที่จะช่วยส่งของไปยังต่างประเทศ ให้ถึงมือผู้รับได้อย่างปลอดภัยนั้นเอง หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับพ่อค้าแม่ค้าคนไหนที่กำลังอยากจะเจาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ หรือต้องส่งสินค้าออกไปต่างประเทศนะครับ อย่าลืมศึกษาให้ดีก่อน และถ้าไม่อยากปวดหัวเรื่องการ เก็บ แพ็ค หรือจัดส่งเองละก็ Akita Fulfillment พร้อมเป็นผู้ช่วยที่ทำให้การขายของคุณง่ายขึ้น 

ติดต่อเรา

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.fulfillment/

โทร: 02-0263-250

เปรียบเทียบบริการ Messenger ส่งของด่วน ! เจ้าไหนโดนใจแม่ค้าออนไลน์มากที่สุด

จากบทความก่อนหน้า ที่ Akita  เคยแชร์เรื่องบริการส่งพัสดุสินค้าของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งเราได้รวมเอาจุดเด่นของแต่ละแบรนด์มาเปรียบเทียบให้ดูกัน วันนี้ Akita ก็ได้รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Messenger หรือบริการขนส่งด่วนที่เราคุ้นเคยกัน มาชี้ให้เห็นจุดเด่นและจุดต่างของบริการ ส่งของด่วน แต่ละเจ้าให้ทุกคนฟังกันนะครับ

บริการ ส่งของด่วน คืออะไร?

อย่างที่คุยกันไปข้างต้นครับว่า บริการ ส่งของด่วน หรือ messenger คือบริการที่เข้ามาเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้ารวมถึงเอกสารต่างๆ ซึ่งมีข้อดีแตกต่างจากการขนส่งปกติ คือ ผู้ส่งสามารถเห็นราคาก่อนจัดส่ง โดยสามารถคำนวณราคาจากการเลือกจุดรับส่ง ก็จะได้ราคาที่ถูกคำนวณจากระยะทางตามจริง โดยสินค้าจะถูกจัดส่งภายใน 40 นาที – 1 ชั่วโมง สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของความต้องการของลูกค้าในเรื่องของความเร็ว จากที่ต้องรอสินค้าเป็นวันเหลือเป็น ชั่วโมงหรือนาทีเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ส่งและผู้รับยังสามารถติดตามสถานะของสินค้า และสามารถเห็นเส้นทางการจัดส่งสินค้าได้แบบเรียลไทม์ และที่สำคัญคือ แต่ละแบรนด์มักจะออกโปรโมชั่นรวมถึง Code ส่วนลดออกมาแข่งกันอยู่เสมอ ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการขนส่งได้ตามราคาที่พึงพอใจ

LINE MAN

อีกหนึ่งบริการจากแอปแชทสีเขียวที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ LINE โดย LINE MAN นั้นไม่ได้มีแค่เพียงบริการส่งของด่วนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริการสั่งอาหาร เรียกรถแท็กซี่และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยสำหรับบริการส่งของของ LINE MAN นั้น เพื่อนๆสามารถที่จะกำหนดจุดรับ-ส่งสินค้าก่อนเพื่อเช็คราคาได้ และที่สำคัญคือยิ่งระยะทางไกล ค่าส่งก็จะยิ่งถูกนั่นเองครับผม

ค่าบริการ เริ่มต้น 50 บาท

Lalamove 

บริการส่งของเจ้าสีส้มที่เราหลายๆคนอาจจะเคยพบเห็นกันบนท้องถนนมากมาย โดยแบรนด์นี้เค้าเคลมว่าส่งของถึงมือผู้รับได้ภายใน 1 ชั่วโมงและ มีจุดเด่นที่สามารถตั้งเวลาให้มารับของล่วงหน้าได้ และสามารถเลือกใช้บริการแมสเซนเจอร์ คนโปรดคนประจำได้ก่อนใครสำหรับลูกค่าที่เป็นสมาชิกและลูกค้าธุรกิจ แถมยังประกันสินค้าเสียหายสูงสุด 3,000 บาท

ค่าบริการ เริ่มต้นที่ 48 บาท มีขั้นต่ำในการเรียก  60 บาท

Grab Express

หากเราจะพูดถึง Grab หลายๆคนคจะนึกถึงบริการส่งอาหารเป็นหลักใช่ไหมครับ เพราะเป็นบริการหลักที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ แต่รู้ไหมครับว่า Grab เองนั้นก็มีบริการส่งของด่วนเหมือนกันโดยรับทั้งเอกสารและพัสดุตามขนาดที่กำหนดคือไม่เกิน 5 กิโลกรัม มีให้บริการทั้งในเขตกรุงเทพและบริมณฑลแล้ววันนี้ และสามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งแบบมอเตอร์ไซค์และรถยนต์หรือรถกระบะเพื่อให้เหมาะกับพัสดุด้วยนั่นเองครับ!

ค่าบริการ เริ่มต้นที่ 40 บาท

Skootar

อีกหนึ่งสตาร์ทอัพ บริการส่งของด่วนที่เคลมว่าจะได้รับของภายใน 2 ชั่วโมง โดยมีพื้นที่ให้บริการทั้งกรุงเทพและปริมณฑล นอกจากเราจะสามารถวางแผนการส่งพัสดุล่วงหน้าได้แล้ว ทางแอปพลิเคชั่นเองยังสามารถติดตามสถานะงานได้ มิหนำซ้ำยังมีประกันของสูญหายหรือเสียหายสูงสุดถึง 2,000 บาท

ค่าบริการ เริ่มต้นที่ 55 บาท

SendRanger

บริการส่งของด่วนด้วยมอเตอร์ไซต์ที่มีจุดเด่นในเรื่องของเขตการให้บริการที่ต่างจากเจ้าอื่นๆ โดยแบรนด์นี้นอกจากจะให้บริการในเขตกรุงเทพและปริมณฑลแล้วยังมีเขตการบริการพิเศษอย่างในเมืองโคราชอีกด้วยครับ โดยผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสถานะของสิ่งของได้แบบเรียลไทม์ง่ายๆบนแอปพลิเคชั่น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงมือผู้รับ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีประกันของสูญหายหรือเสียหายสูงสุดถึง 2,000 บาท เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้อยู่แค่ในกทม.นะครับ

ค่าบริการ เริ่มต้นที่ กรุงเทพฯ เริ่มต้น 77 บาท และโคราช เริ่มต้น 45 บาท


และทั้งหมดนี้ก็คือบริการส่งของด่วนที่หลายๆคนอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่เราอยากที่จะเอามาตีแผ่ให้ทุกคนเห็นภาพชัดขึ้น และเพื่อให้ง่ายไปกว่านั้นเราได้ทำตารางด้านล่างนี้ไว้ให้ทุกคนสามารถเปรียบเทียบกันได้แบบชัด ๆ ไปเลยครับ และหากพ่อค้าแม่ค้าคนไหนกำลังมองหาผู้ช่วยดีๆในการขายอย่าลืมติดต่อAkitaนะครับ

เปรียบเทียบบริการส่งของด่วน

SKU คือ อะไร คำนี้ได้ยินบ่อย พ่อค้าแม่ค้ารู้หรือไม่ แท้จริงแล้วแปลว่าอะไร!

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์คนไหนที่เคยใช้บริการคลังสินค้าไม่ว่าจะป็นแบบ Fulfillment หรือคลังสินค้าแบบทั่ว ๆ ไปก็ตามอาจจะคุ้น ๆ หรือเคยเห็นตัวอักษร SKU กันมาบ้าง พ่อค้าแม่ค้ามือเก๋าอาจจะไม่งงท่าไหร่ว่า SKU คือ อะไร แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่หรือแม้กระทั่งคนซื้อเองอาจจะยังไม่เก็ทวันนี้ Akita ขอมาช่วยอธิบายให้กระจ่างว่า SKU นั้นแท้จริงแล้วคืออะไร!

ทำความรู้จัก SKU คือ อะไร

SKU คือ

SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit เป็นหน่วยเล็กที่สุดที่ใช้ในการจำแนกสินค้าในระบบคลังสินค้า ช่วยแยกความแตกต่างของกลุ่มสินค้าในประเภทเดียวกันไม่ว่าจะด้วย สี ขนาด หรือลวดลายก็ตาม เช่น หากเสื้อหนึ่งตัวมีทั้งหมด 5 สี SKU ก็จะแบ่งย่อยไปตามไซส์และสีนั้น ๆ เพื่อให้สามารถตรวจเช็คจำนวนสินค้าที่ยังคงมีอยู่ในคลังได้ง่าย

SKU ต่างกับรหัสสินค้าอย่างไร

ในการใช้รหัสสินค้าจะสามารถกำหนดได้เพียง 1 รหัสสินค้า ต่อ 1 รายการ เท่านั้น แต่หากสินค้านั้น ๆ มีการย่อยรายละเอียดลงไป เช่น สี ลวดลาย ขนาด ก็จะใช้รหัสสินค้าในการแบ่งประเภทไม่ได้เพราะจะทำให้ไม่สามารถรู้จำนวนที่แน่ชัดของสินค้านั้น ๆ ที่คงเหลืออยู่เพราะสินค้าที่สีต่างกัน ขนาดต่างกัน ใช้รหัสเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นการใช้ SKU ก็เป็นระบบหนึ่งในการติดตามจำนวนของสินค้าได้อย่างละเอียกและแม่นยำขึ้น

ทำไมต้องใช้ระบบ SKU

เพราะว่า SKU เป็นระบบข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดการสินค้าในสต๊อกและช่วยให้มั่นใจได้ถึงความถูกต้องตลอดกระบวนการผลิตการติดตามสินค้าคงคลังและการส่งออกสินค้าไปยังมือลูกค้า

และที่สำคัญ SKU สำคัญอย่างมากในระบบโลจิสติกส์ด้วยเพราะข้อมูลสำหรับการระบุตัวตนหรือการจำแนกประเภทของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการตามสี ราคา ยี่ห้อ ขนาด ผู้ผลิต ฯลฯ ตัวเลขบนบาร์โค้ดยังสามารถบอก ลำดับความสำคัญของผู้ขายแต่ละรายซึ่งเป็นผลมาจาก ความต้องการของผู้ซื้อและเป้าหมายของบริษัท

ประโยชน์ของการใช้ SKU

ประโยชน์ของ SKU
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าของคุณ
  • การติดตามสินค้าคงคลัง
  • การวิเคราะห์ระดับการขายและแนวโน้ม
  • การใช้การวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ซื้อ
  • การเพิ่มผลผลิตเนื่องจากการทำงานอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ช่วยให้ตอบสนองได้เร็วขึ้น
  • ปรับปรุงความยืดหยุ่นของสินค้าคงคลังตามความต้องการ
  • หลีกเลี่ยงการหมดสต็อกของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

และทั้งหมดนี้ก็คือความหมายที่หลาย ๆ คนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่า SKU คืออะไร พร้อมทั้งเหตุผลข้อแตกต่างและความสำคัญในการใช้ SKU หากร้านค้าร้านไหนี่เหนื่อยกับออเดอร์เยอะไม่พอแล้วยังต้องเหนื่อยกับการแยกสินคาเองก่อนจัดลงกล่อง ลองมองหาบริการ Fulfillment ดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณแบ่งเบาภาระในส่วนนี้ได้ อย่าง Akita  Fulfillment ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเหนื่อยกับปัญหาจุกจิกอีกต่อไป

H/T : Saleslayer , igetweb

ขายของออนไลน์ เลือก บริการส่งของ อย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนการเลือกบริการ ส่งของ สำหรับเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจจะไม่ต้องยากและคิดเยอะอย่างในปัจจุบัน เพราะทางเลือกเรามีไม่มากอย่างทุกวันนี้ ถ้าอยากจะ ส่งของ เราคงนึกถึงไปรษณีย์ไทยมาเป็นอันดับแรก ๆ แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว จริงมั้ยครับ? เพราะทุกวันนี้มีบริการ ส่งของ ของเอกชนที่เกิดมาใหม่มากมาย อีกทั้งบางเจ้าเองยังให้บริการได้ดีเยี่ยมประทับใจกว่าที่เราเคยใช้

วันนี้ Akita จะพามาดูกันครับว่าบริการส่งของแต่ละเจ้ามีจุดเด่นอย่างไรและต้องเลือกอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าเรากันครับ

ไปรษณีย์ไทย

cr : FB @thailandpost.co.th

บริการส่งของเจ้าเก่า เจ้าเดิมคนไทยรู้จักดี มีจุดเด่นที่ไม่ว่าจะบริการขนส่งของเอกชนก็ยังเอาชนะได้ นั้นก็คือความสามารถของพี่ไปรที่สามารถจดจำบ้าน และที่อยู่ของผู้รับได้อย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าพัสดุจะจ่าหน้ามาผิด เขียนบ้านเลขที่ผิด ชื่อผิดก็ตามแต่พี่ไปรของเราก็ยังคงตามไปส่งจนถูกบ้านเรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้ผู้ใช้บริการประทับใจกันไม่น้อยเลยครับ และถึงแม้ว่า ไปรษณ์ไทยจะถูก disrupt จาก ไปรษณีย์เอกชน แต่จุดแข็งที่สำคัญอีกหนึ่งจุดก็คือเรื่องของราคาบริการเริ่มต้นจะถูกกว่าเจ้าอื่น จัดส่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รูปแบบการจัดส่งที่หลากหลาย และการประกันสินค้าหากเกิดความเสียหายนั่นเองครับ

Kerry Express

cr : th.kerryexpress.com/th/home/

อีกหนึงคู่แข่งเจ้าสำคัญของไปรษณีย์ ที่มีจุดให้บริการกว่า 15,000 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ที่เน้นการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ โดยทางเคอรี่เองจะมีบริการโทรหาผู้รับของก่อนที่จะเข้ามาสงเช็คให้แน่ชัดว่าสามารถเข้าไปส่งได้หรือไม่หรือให้วางไว้ที่ใดนั่นเองครับ อีกทั้งการจัดส่งที่รวดเร็วถึงมือผู้รับภายในวันถัดไปจึงทำให้ เคอรี่เป็นบริการส่งของเป็นอีกหนึ่งบริการขนส่งยอดฮิตในใจใครหลาย ๆ คน

Flash Express

cr : flashexpress.co.th

บริษัทขนส่งน้องใหม่ที่ เน้นการให้บริการภายใต้แนวคิดจัดส่งในราคาถูกและส่งไว ปัจจุบันมีพื้นที่ครอบคลุม ทั่วประเทศ 77 จังหวัดแล้วเช่นกัน โดยมีจุดให้บริการมากถึง 2,500 จุด จัดการขนแบบส่งครบวงจร มุ่งเน้นไปยังสร้างพนักงานเพื่อการบริการที่ได้มาตรฐาน โดยจุดที่พิเศษคือผู้ใช้บริการสามารถจองการส่งพัสดุได้ผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ และยังเอาใจทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ด้วยการทำงานแบบไม่มีวันหยุด ส่งของแบบ Non-stop ตลอด 365 วันอีกด้วยครับ

Alpha Fast

cr : alphafast.com

เป็นบริการขนส่งที่มีหลักการให้บริการแบบ Door to Door หรือการไปรับพัสดุจากผู้ส่งถึงที่ โดยสามารถใช้บริการได้ผ่าน Alpha Sender ซึ่งผู้ใช้บริการก็สามารถตั้งวันเวลาที่ให้ Alpha มารับของเป็นประจำได้ครับ เรียกได้ว่าสะดวกมาก ๆ ปัจจุบัน Alpha Fast มีให้บริการแค่ในเขต กรุงเทพ นนทบุรี, สมุทรปราการ, ปทุมธานี เท่านั้นครับ

DHL

 DHL เป็น Global Company ที่มีประสบการณ์ในการขนส่งสินค้า ข้ามประเทศมาอย่างยาวนาน ซึ่งสามารถส่งได้ตั้งแต่ เอกสาร สินค้า ไปจนถึงตู้คอนเทนเนอร์ สามารถจัดส่งพัสดุได้ทั้งภายในประเทศไทยและส่งข้ามระหว่างประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 222 ประเทศทั่วโลก จุดเด่นที่ขนส่งอื่นก็ทำไม่ได้ คือการเปลี่ยนเวลา และที่อยู่ในจัดส่งได้ แม้ของอยู่กลางทางหรือในระหว่างการจัดส่ง

การเลือกบริการส่งของ

วิธีการเลือกบริการส่งของให้ถูกใจ อย่างแรกเราต้องคำนึงถึงสินค้าที่เราจะจัดส่งว่ามีลักษณะอย่างไรลอีกอย่างคือความรวดเร็วในการต้องการสินค้าของลูกค้า เพราะอย่างที่บอกไปครับว่าบริการส่งของแต่ละเจ้านั้นมีจุดเด่นที่ต่างกันรวมถึงความรวดเร็วและอัตราค่าบริการ 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นจุดเด่นของบริการส่งของแต่ละเจ้าที่เรานำมาเล่าสู่กันฟังครับ และวิธีการเลือกบริการส่งของให้ตรงใจลูกค้าเพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกของการรับสินค้า พร้อมทั้งตารางที่ช่วยเปรียบเทียบให้คุณเห็นภาพการทำงานของบริการส่งของแต่ละเจ้าชัดยิ่งขึ้นครับ! 

H/T : techsauce

WMS คืออะไร เปิดคลังศัพท์น่ารู้สำหรับคนใช้ Fulfillment

WMS คืออะไร สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์คนไหนที่กำลังอยากเข้าวงการ Fulfillment หรือกำลังสนใจอยากจะใช้บริการ แต่เวลาหาข้อมูลทีไรเจอคำนี้แล้วก็ยังไม่เข้าใจสักที มาหาคำตอบไปพร้อมกันครับ

สำหรับใครที่เวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับ Fulfillment แล้วมักเจอคำโฆษณาต่าง ๆ ว่า คลังมีระบบ WMS ได้มาตรฐาน แต่ยังไม่เก็ทสักทีว่าแท้จริงแล้ว ระบบ WMS คืออะไร ยกมือขึ้นครับเดี๋ยววันนี้ Akita จะมาเล่าให้ฟัง และไขข้อสงสัยไปพร้อมกัน!

ระบบ WMS คืออะไร

ระบบ WMS เปรียบเสมือนสมองที่คอยควบคุมการทำงานของคลังสินค้า ที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบคลังสินค้าทั่วไป ที่ดูแลเรื่อง รับสินค้า เก็บสินค้า และส่งออกสินค้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ

การรับสินค้า

WMS คืออะไร

นับเป็นกระบวนการแรกที่เกิดขึ้นในระบบคลังสินค้า เมื่อสินค้าถูกนำส่งมาจัดเก็บที่คลังเจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกรายละเอียดของสินค้าแต่ละชิ้นเพื่อทำการแยกประเภท กลุ่มของสินค้า ซึ่งในส่วนนี้สามารถทำได้โดยการใช้คนทำแบบ Manual คีย์ข้อมูลเข้าระบบ หรือ จะใช้การ Interface ข้อมูลเพื่อใช้เป็นค่าตั้งต้นได้ ซึ่งข้อมูลตั้งต้นนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการทำฐานข้อมูลบัญชีหรืออื่น ๆ นั่นเองครับ 

การจัดเก็บสินค้า

WMS คืออะไร

กระบวนการที่สองหลังจากทำการรับสินค้าเข้าคลัง ระบบ WMS จะทำการคำนวณพื่อค้นหาตำแหน่งจัดเก็บที่เหมาะสม ว่าตรงไหนมีที่ว่าง และตรงไหนจะใช้เก็บสินค้าได้อย่างพอดีเพื่อให้การใช้แต่ละพื้นที่ภายในคลังเกิดประโยชน์สูงสุด  

การส่งออกสินค้า

WMS คืออะไร

การส่งออกสินค้าหรือการกระจายสินค้าด้วยระบบ WMS จะช่วยค้นหาสินค้าได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ป้องกันการจัดส่งที่ผิดพลาดได้ดียิ่งขึ้น

มีระบบ WMS แล้วดีอย่างไร

  • เพิ่มความถูกต้องในการจัดเก็บสินค้า
  • เพิ่มความถูกต้องในการจ่ายสินค้าให้ลูกค้า
  • สามารถค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถดูจำนวนสินค้าคงปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง และทันที
  • ลดปัญหาสินค้าค้างสต็อก
  • คำนวณการจัดการพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

และนั่นล่ะครับก็คือความหมายของคำว่า WMS ที่หลาย ๆ คนอาจจะยังข้องใจกันอยู่เวลาที่หาข้อมูลเกี่ยวกับ fulfillment แต่ถ้าหาจะถามว่าคลังทุกคลังจำเป็นต้องมีระบบ WMS หรือไม่ คำต้องคือไม่จำเป็นครับเพียงแต่ว่าการเลือกใช้คลังที่มี ระบบ WMS นั้นก็จะช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจกิดขึ้นได้จาก human error เพื่อการทำงานที่แม่นขึ้น อย่าง Akita fulfillment นั้นเองครับ!

H/T : similantechnology

แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ต้องรู้ 5 วิธีเลือก Fulfillment ให้ตรงใจ

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า “Fulfillment” คือบริการคลังสินค้าแบบครบวงจร ที่คอยช่วยในขั้นตอน “การเก็บ แพ็ก ส่ง” เพื่อช่วยให้ แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจมากขึ้น เช่นการวางแผนการตลาด ไม่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องจุกจิกเหล่านี้

สำหรับแม่ค้าออนไลน์ ที่ธุรกิจเริ่มขยายตัวจนเริ่มจัดการเองไม่ไหว และกำลังมองหาตัวช่วยอย่าง Fulfillment ดี ๆ สักเจ้า วันนี้ Akita มี 5 วิธีต้องรู้สำหรับ แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ในการเลือก Fulfillment ให้ตรงใจ มาฝากกันครับ เพื่อให้เราได้เลือก Fulfillment ที่เหมาะสมกับเราที่สุดนั้นเอง 

1. ต้องรู้เป้าหมายระยาวและสั้นของธุรกิจตัวเอง

กำหนดเป้าหมาย

การประเมินเป้าหมายของธุรกิจก่อนเลือกตัดสินใจใช้บริการ Fulfillment จะทำให้เราสามารถกำหนดขนาดของ Fulfillment ที่ต้องการจะเลือกใช้ได้ โดยวัตถุประสงค์ในการเลือกใช้ Fulfillment ส่วนใหญ่ก็คือ

  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง
  • ลดความผิดพลาดของคำสั่งซื้อ
  • เพิ่มเวลาในการทำการตลาด รวมถึงเพิ่มเวลาในการตอบกลับ พูดคุยกับลูกค้ามากขึ้น
  • การขยาย Product Line เพื่อให้สามารถเพิ่ม SKU และสินค้าคงคลังได้

2.เลือก Fulfillment ที่พร้อมจะสนับสนุนให้คุณโตไปด้วยกัน

โตไปด้วยกัน

เมื่อธุรกิจของคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วว่าจะเติบโตไปทางไหน การเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกับเราก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ เพราะการมีเป้าหมายคล้ายกันจะช่วยเป็นแรงผลักดันในการทำธุรกิจ  เช่นเป้าหมายในเรื่องความเป็นมืออาชีพและการสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าเพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับประโยชน์สูงสุด

3.ความยืดหยุ่นในการให้บริการ

การทำงานยืดหยุ่น

สำหรับธุรกิจที่กำลังโตและพร้อมที่ขยายออกไป แน่นอนครับว่ามีหลายสิ่งที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนไปพร้อม ๆ กับธุรกิจที่โตขึ้น ดังนั้นการเลือก Fulfillment ที่มีความยืดหยุ่นได้ เป็นเรื่องดีสำหรับคุณ เพราะบาง Fulfillment ไม่สามารถรองรับความต้องการที่ปรับเปลี่ยนได้ด้วยการแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานจากทางเจ้าของธุรกิจ ซึ่งการจัดการที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้นั้นอาจนำมาซึ่งความตึงเครียดจาการที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้นั้นเองครับ

4.ทีมสนับสนุน Fulfillment  คือหัวใจสำคัญ

พร้อมสนับสนุน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก Fulfillment เจ้าไหน อย่าลืมลองเช็คให้ดีก่อนว่าหากมีปัญหาในการดำเนินการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งสินค้าผิด แจ้งเตือน แก้ไขสต็อกต่าง ๆ นั้น Fulfillment  ที่เราเลือกใช้บริการ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาอยู่เสมอหรือไม่ เราก็สามารถลองหาข้อมูลจากผู้ที่เคยใช้บริการก็ได้นะครับ

5. เลือก Akita Fulfillment ผู้ช่วยรู้ใจแม่ค้าออนไลน์มือใหม่

สำหรับ แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับขอแนะนำให้รู้จัก Akita Fulfillment ผู้ให้บริการคลังสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร ที่มีทีมพร้อมดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ ช่วยแก้ทุกปัญหาที่จะทำให้การทำธุรกิจของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้น นอกจากบริการคลังสินค้าของเราแล้ว ยังสามารถใช้งานระบบหลังบ้านที่พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าของคุณได้ฟรีอีกด้วยครับ บอกเลยว่ามาที่นี่ครบ จบเรื่องงานขายแน่นอนครับ!

สำหรับใครที่สนใจอยากปรึกษาปัญหาด้านการขาย สามารถติดต่อทีมงาน Akita
ได้ที่นี่ หรือโทร 02-0263-250 เลยนะครับ Akita ยินดีให้บริการและพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณโตไปด้วยกันครับ

H/T: rakutensl

เทคนิคการ จัดการสต๊อก 101 ที่ต้องรู้สำหรับธุรกิจ SMEs

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ SMEs เริ่มมีกิจการใหญ่โต ออเดอร์ล้นจนเก็บไม่ไหว มีปัญหากับการ จัดการสต๊อก ต้องฟังทางนี้ครับ วันนี้ akita จะขอแนะนำเทคนิคดี ๆ ในการจัดสต็อกสินค้า เพื่อให้คุณทำงานได้ง่าย หายปวดหัวกับปัญหาจุกจิกที่เคยมีมา

ทำไมต้องจัดการสต๊อกสินค้า ?

การจัดการสต็อกสินค้านั้น เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการร้านค้าของคุณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การมีสินค้าค้างสต็อก หรือสินค้าขาดสต็อกในตอนที่ออเดอร์กำลังปัง ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรมีการจัดการสต็อกสินค้าให้ดีนั่นเองครับ

ข้อดีของการจัดการสต๊อก

  • รู้ยอดคงเหลือของสินค้าภายในคลังอยู่เสมอ
  • มีข้อมูลสถิติการขายสำหรับการคำนวณสต๊อกคลังต่อไป
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
  • มีสินค้าพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าอยู่เสมอ เมื่อมีออเดอร์
  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเมื่อมีสินค้าค้างสต๊อก

จัดการสต๊อก สินค้าให้ยอดขายปัง! ออเดอร์ไม่ตกหล่น

1.เช็คจำนวนสินค้าในสต๊อกเสมอ

จัดการสต๊อก

การหมั่นตรวจเช็คสินค้าในสต๊อกอยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่มีอยู่เป็นไปตามแผนและความต้องการของลูกค้าของคุณ และเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการขายก็ได้นะครับ

2. แยกประเภทของสินค้า SKU

จัดการสต๊อก

หากธุรกิจ SMEs ของคุณที่มีสินค้ามากมายหลายประเภท  เช่น ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ที่ต้องมีเสื้อผ้าแบบเดียวกันแต่หลายไซส์ หลายสีนั้น ควรจะมีการจัดสต๊อกแบบจัดแยกตามประเภทสินค้าหรือ SKU ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของคุณนั้นง่ายขึ้นเมื่อมีออเดอร์เข้ามา ดังนั้นตอนนี้ใครกองสินค้ารวม ๆ กันไว้ละก็ ต้องรีบแก้ไขนะครับ!

3. คาดการณ์ความต้องการของลูกค้าให้แม่นยำ

จัดการสต๊อก

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าจะต้องมีสินค้าแต่ละ SKU จำนวนเท่าไหร่​ ? คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าความต้องการของลูกค้าของคุณในสินค้าแต่ละประเภทนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็สามารถดูได้จากยอดขายในเดือนก่อน ๆ แล้วนำมาคำนวณคาดการณ์ เพื่อที่จะได้จัดการสต๊อกให้พร้อมรับกับทุกความต้องการของลูกค้านั่นเอง

4. จัดการสต๊อกด้วยเทคนิค FIFO

จัดการสต๊อก

เทคนิคแบบ FIFO หรือ First In First Out หมายถึง สินค้าตัวไหนที่เข้ามาสต๊อกก่อนก็ควรที่จะให้ขายออกไปก่อน เพื่อที่ต้นทุนจะไม่ต้องจมอยู่กับสินค้าตัวที่ยังค้างสต๊อก

5. เลือกบริการ Fulfillment ที่ตรงใจ

จัดการสต๊อก

สุดท้ายแล้วหากการสินค้าทั้งหมดนั้น ทำให้งานของคุณล้นมือจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะดูแลลูกค้า หรือหาสินค้าใหม่ ๆ สุดเจ๋งมาขาย ลองหาผู้ช่วยอย่างบริการ Fulfillment จาก Akita ที่จะช่วยให้การขายของนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่รับออเดอร์สวย ๆ ที่บ้าน เรื่องเก็บ แพ็ก ส่ง ให้เป็นหน้าที่ของเราเอง

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคการจัดการสต๊อก 101 ที่จะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นได้ แต่ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ยอดปังล้นมือจนไม่มีเวลาจัดการเรื่องจุกจิกเหล่านี้เอง อย่าลืมมองหาผู้ช่วยดี ๆ อย่าง Akita ที่พร้อมจะช่วยให้งานขายของคุณง่ายขึ้นนะครับ

H/T : Squareup

” ชิปปิ้ง ” (shipping) ศัพท์ต้องรู้ก่อนทำพรีออเดอร์

สำหรับใครเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังสนใจทำธุรกิจประเภทพรีออเดอร์ คงจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างใช่มั้ยครับกับคำว่า “ ชิปปิ้ง ” ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว ชิปปิ้ง นั้นคืออะไร? คือคนที่ช่วยรับของ เคลียร์ภาษีก่อนส่งมายังประเทศเราใช่หรือเปล่า? วันนี้ Akita ขออาสาพาไปหาคำตอบพร้อมกันนะครับ

แท้จริงแล้ว ชิปปิ้ง คืออะไร?

ชิปปิ้ง

ความจริงแล้วชิปปิ้งนั้นเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคอยรวบรวมสินค้าในประเทศต้นทาง ก่อนจะนำส่งมายังผู้สั่งซื้อ หรือเป็นกระบวนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทำการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศนั้น ๆ แล้ว ทางเว็บไซต์ที่เราทำการสั่ง จะทำการรวบรวมออเดอร์ส่งไปยังชิปปิ้งจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ ตั้งแต่การส่งของออกจากโกดังในประเทศ รับของลงเรือ ปล่อยของจากท่า ผ่านศุลกากร จัดทำเอกสารสำคัญแทนตัวพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเข้าสินค้า แล้วนำส่งไปถึงผู้ใช้บริการชิปปิ้งต่อไป นี่ล่ะครับคือความหมายที่แท้จริงของ “ชิ้ปปิ้ง” ที่เราเรียกกัน

Tips : ปกติแล้วเวลาเราเรียกชิปปิ้งหรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็จะเป็นคำว่า shipping แบบนี้ใช่ไหมครับ ที่จริงแล้วคำนี้แปลว่าการนส่งสินค้า ดังนั้นเมื่อเราจะต้องคุยกับคู่ค้าที่เป็นชาวต่างชาติคำศัพท์ที่ควรใช้ให้ถูกต้องตามความหมาย ก็คือคำว่า Customs Broker นะครับ

แล้วใครควรใช้ ชิปปิ้ง?

บริการ ชิปปิ้ง

การใช้บริการชิปปิ้งนั้นเหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทีละเยอะ ๆ เพราะการใช้บริการชิปปิ้งนั้น จะทำให้ได้สินค้าในราคาถูกกว่าและสามารถสั่งได้ทีละจำนวนมาก ๆ ซึ่งเราควรศึกษาเงื่อนไขของชิปปิ้งแต่ละเจ้าให้ดีก่อน อีกทั้งการใช้บริการชิปปิ้งบางเจ้านั้นยังอำนวยความสะดวกในเรื่องของเอกสารการผ่านศุลกากรต่าง ๆ อีกด้วย หรือที่เราเรียกกันว่าช่วยเคลียร์ภาษีนั่นล่ะครับ

เลือก ชิปปิ้ง อย่างไรให้ถูกใจ?

เลือกชิปปิ้ง

เพราะชิปปิ้งนั้นมีตั้งแต่ที่เป็นผู้คนในประเทศนั้น รับจัดเก็บรวบรวมสินค้าก่อนส่งออกมาให้เรา ไปจนถึงบริษัทห้างร้าน ขนาดใหญ่ที่มีระบบชิปปิ้งจริงจัง ในจุดนี้เราเองที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าควรเลือกดูให้ดีว่าขนาดของห้างร้านของเรานั้นเหมาะแก่การใช้ชิปปิ้งแบบไหน และชิปปิ้งแต่ละที่นั้นถนัดอะไร บางเจ้าเน้นรับเข้าส่งออกของจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อย่างที่ฮิต ๆ กัน หรือบางเจ้าเน้นส่งไปยุโรป อันนี้ก็ต้องดูให้ดี และที่สำคัญอย่าลืมว่าชิปปิ้งนั้นเป็นแค่ตัวที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องของกระบวนการผ่านเข้าศุลกากรให้ง่ายขึ้น ดังนั้นเรื่องระบบการขนส่งไม่ได้มีเป็นของตัว อาจทำให้เราติดตามสินค้าของเราได้ยากซึ่งตรงนี้ก็ควรจะดู และพิจารณาให้ละเอียดนะครับไม่ใช่ว่าให้ชิปปิ้งส่งของมาแล้ว เช็คระหว่างทางไม่ได้ไปหายตรงไหนก็ตามยากแล้วครับ

และทั้งหมดนี้คือเรื่องน่ารู้ของแม่ค้าสายพรีออเดอร์ที่เรานำมาฝากกันนะครับ สำหรับใครที่เป็นแม่ค้าออนไลน์ จำเป็นจะต้องสต็อกของไว้กับตัวเองเยอะ ๆ  เพื่อทำการขายแบบพร้อมส่ง แต่มีพื้นที่จำกัด ไม่สะดวกต่อการเก็บสินค้า ลองให้บริการ Akita ของเราเป็นตัวช่วยดูสิครับ รับรองว่าชีวิตแม่ค้าออนไลน์ของคุณ จะง่ายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

Akita เชื่อมต่อ Marketplace ได้แล้ววันนี้ ทำอย่างไรมาดูกัน!

เพื่อให้การทำงานของผู้ใช้บริการระบบจัดการคลังสินค้าของ Akita ง่ายขึ้น วันนี้! เรามีข่าวดีมาแจ้งให้ทุกคนทราบ

ฟีเจอร์ใหม่จาก Akita สามารถเชื่อมต่อ marketplace ยอดฮิตอย่าง shopee lazada ได้แล้ว ถ้าไม่อยากพลาดละก็มาดูกันเลยครับ ว่าเพียงแค่ไม่กี่คลิกก็ช่วยให้ชีวิตแม่ค้าออนไลน์อย่างคุณง่ายขึ้นได้!

วิธีเชื่อมบัญชีร้านค้า Shopee กับระบบ Akita

**ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีบัญชีร้านค้าใน Shopee และ บัญชีร้านค้าในระบบ Akita จึงจะเชื่อมกันได้

1.Login เข้าสู่ระบบ

Akita Store App บนเว็บไซต์ https://order.akitahub.com/

2. กดปุ่ม “เชื่อมต่อ” Marketplace Shopee

เข้าเมนู “ช่องทางการขาย” กดปุ่ม “เชื่อมต่อ” Marketplace แล้วเลือก Marketplace ที่ร้านมีบัญชีอยู่

3. กดปุ่มเชื่อมต่อหากมีบัญชีร้านค้าใน Shopee อยู่แล้ว

ถ้าหากมีบัญชีร้านค้าบน Shopee แล้วให้กดปุ่ม “เชื่อมต่อ” ได้ทันที แต่ถ้าหากยังไม่มีบัญชีก็สามารถกดที่คำว่า “สมัคร” เพื่อสมัครเปิดบัญชีร้านค้าบน Shopee ก่อน

4.ขอสิทธิ์การเข้าถึงร้านค้า (Authorization)

เมื่อกดเชื่อมต่อแล้วระบบจะเข้าสู่หน้าขอสิทธิ์การเข้าถึงร้านค้า (Authorization) ทางร้านจะต้องใส่ข้อมูลดังนี้ 

4.1 market บัญชีร้านค้าของท่าน เช่น ขายใน market ประเทศไทยให้เลือกเป็น “shopee.co.th”

4.2 Email/Phone/Username

4.3 Password

5. เมื่อเชื่อมต่อแล้วปุ่ม Marketplace จะเป็นสีเขียว

เมื่อกด Login บนเว็บไซต์ Shopee เรียบร้อยแล้ว ปุ่มเชื่อมต่อ Shopee บนระบบ Akita จะเปลี่ยนเป็นปุ่มสีเขียว “ตั้งค่า”

6. “ตั้งค่า” การแสดงผลเมื่อเชื่อมต่อกับ Shopee

6.1 ชื่อเรียก – ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าชื่อเรียกร้าน Shopee ที่เชื่อมต่อแล้วนี้เป็นอะไรก็ได้

6.2 ลิงก์ร้านค้า – หลังเชื่อมต่อแล้วลิงก์ร้านค้า Shopee จะถูกนำมาแสดงที่นี่

6.3 สัญลักษณ์ Authentication success – แสดงเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าทำการขอสิทธิ์เชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว

6.4 สถานะ – ปุ่มสถานะช่องทางการสั่งซื้อบน Shopee ในระบบ Akita จะถูกตั้งค่าเริ่มต้นเป็นปิดให้ผู้ใช้งานเข้าไปกด “เปิด” ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้

6.5 ข้อมูลคลังสินค้า – ระบุคลังสินค้าที่ใช้สำหรับร้านค้า Akita ตั้งค่าพื้นฐานในระบบเป็น “AKITA DMK”

6.6 การจัดส่ง – ระบุวิธีการจัดส่ง สำหรับร้านค้า Akita ตั้งค่าพื้นฐานในระบบเป็น “Pick Up Shopee”

6.7 เมื่อใส่รายละเอียดครบแล้วกดปุ่ม “บันทึก”

7.เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ หน้าจอจะแสดงผลของ Marketplace ที่ได้เชื่อมต่อแล้ว

ที่เมนู “รายการสินค้า” จะขึ้นแถบรายการสินค้าจาก “Shopee” หมายความว่าการเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ร้านค้าของคุณที่ใช้งานระบบจัดการหลังบ้านอย่าง Akita นั้นสามารถเชื่อมต่อ Marketplace ได้ เพื่อให้การทำงานของคุณง่ายยิ่งขึ้น และสำหรับขั้นตอนต่อไปคือการเชื่อมต่อข้อมูลคลังสินค้าจาก Marketplace มายังระบบของ Akita อย่าลืมรอติดตามบทความคู่มือการใช้งานระบบของเราด้วยนะครับ!

คู่มือการใช้ระบบ Akita Part 1 : “การตั้งค่าระบบ”

1. การตั้งค่าระบบ

1.1 ตั้งค่าร้านค้า

1.2 ช่องทางการชำระเงิน

1.3 การจัดส่ง

1.4 จัดการผู้ใช้

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment
ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc
Inbox: m.me/akita.wh
โทร: 02-0263-250