preloder

เทคนิคการ จัดการสต๊อก 101 ที่ต้องรู้สำหรับธุรกิจ SMEs

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ SMEs เริ่มมีกิจการใหญ่โต ออเดอร์ล้นจนเก็บไม่ไหว มีปัญหากับการ จัดการสต๊อก ต้องฟังทางนี้ครับ วันนี้ akita จะขอแนะนำเทคนิคดี ๆ ในการจัดสต็อกสินค้า เพื่อให้คุณทำงานได้ง่าย หายปวดหัวกับปัญหาจุกจิกที่เคยมีมา

ทำไมต้องจัดการสต๊อกสินค้า ?

การจัดการสต็อกสินค้านั้น เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการร้านค้าของคุณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การมีสินค้าค้างสต็อก หรือสินค้าขาดสต็อกในตอนที่ออเดอร์กำลังปัง ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรมีการจัดการสต็อกสินค้าให้ดีนั่นเองครับ

ข้อดีของการ จัดการสต๊อก

  • รู้ยอดคงเหลือของสินค้าภายในคลังอยู่เสมอ
  • มีข้อมูลสถิติการขายสำหรับการคำนวณสต๊อกคลังต่อไป
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
  • มีสินค้าพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าอยู่เสมอ เมื่อมีออเดอร์
  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเมื่อมีสินค้าค้างสต๊อก

จัดการสต๊อก สินค้าให้ยอดขายปัง! ออเดอร์ไม่ตกหล่น

1.เช็คจำนวนสินค้าในสต๊อกเสมอ

เช็คสต๊อกเสมอ

การหมั่นตรวจเช็คสินค้าในสต๊อกอยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่มีอยู่เป็นไปตามแผนและความต้องการของลูกค้าของคุณ และเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการขายก็ได้นะครับ

2. แยกประเภทของสินค้า SKU

แยกสินค้าตาม  SKU

หากธุรกิจ SMEs ของคุณที่มีสินค้ามากมายหลายประเภท  เช่น ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ที่ต้องมีเสื้อผ้าแบบเดียวกันแต่หลายไซส์ หลายสีนั้น ควรจะมีการจัดสต๊อกแบบจัดแยกตามประเภทสินค้าหรือ SKU ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของคุณนั้นง่ายขึ้นเมื่อมีออเดอร์เข้ามา ดังนั้นตอนนี้ใครกองสินค้ารวม ๆ กันไว้ละก็ ต้องรีบแก้ไขนะครับ!

3. คาดการณ์ความต้องการของลูกค้าให้แม่นยำ

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าจะต้องมีสินค้าแต่ละ SKU จำนวนเท่าไหร่​ ? คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าความต้องการของลูกค้าของคุณในสินค้าแต่ละประเภทนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็สามารถดูได้จากยอดขายในเดือนก่อน ๆ แล้วนำมาคำนวณคาดการณ์ เพื่อที่จะได้จัดการสต๊อกให้พร้อมรับกับทุกความต้องการของลูกค้านั่นเอง

4. จัดการสต๊อก ด้วยเทคนิค FIFO

เทคนิค FIFO

เทคนิคแบบ FIFO หรือ First In First Out หมายถึง สินค้าตัวไหนที่เข้ามาสต๊อกก่อนก็ควรที่จะให้ขายออกไปก่อน เพื่อที่ต้นทุนจะไม่ต้องจมอยู่กับสินค้าตัวที่ยังค้างสต๊อก

5. เลือกบริการ Fulfillment ที่ตรงใจ

เลือก fulfillment

สุดท้ายแล้วหากการสินค้าทั้งหมดนั้น ทำให้งานของคุณล้นมือจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะดูแลลูกค้า หรือหาสินค้าใหม่ ๆ สุดเจ๋งมาขาย ลองหาผู้ช่วยอย่างบริการ Fulfillment จาก Akita ที่จะช่วยให้การขายของนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่รับออเดอร์สวย ๆ ที่บ้าน เรื่องเก็บ แพ็ก ส่ง ให้เป็นหน้าที่ของเราเอง

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคการจัดการสต๊อก 101 ที่จะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นได้ แต่ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ยอดปังล้นมือจนไม่มีเวลาจัดการเรื่องจุกจิกเหล่านี้เอง อย่าลืมมองหาผู้ช่วยดี ๆ อย่าง Akita ที่พร้อมจะช่วยให้งานขายขอคุณง่ายขึ้นนะครับ

H/T : Squareup

“ชิปปิ้ง” (shipping) ศัพท์ต้องรู้ก่อนทำพรีออเดอร์

สำหรับใครเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังสนใจทำธุรกิจประเภทพรีออเดอร์ คงจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างใช่มั้ยครับกับคำว่า “ชิปปิ้ง” ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าจริง ๆ แล้วชิปปิ้งนั้นคืออะไร? คือคนที่ช่วยรับของ เคลียร์ภาษีก่อนส่งมายังประเทศเราใช่หรือเปล่า? วันนี้ Akita ขออาสาพาไปหาคำตอบพร้อมกันนะครับ

แท้จริงแล้วชิปปิ้งคืออะไร?

ชิปปิ้ง

ความจริงแล้วชิปปิ้งนั้นเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคอยรวบรวมสินค้าในประเทศต้นทาง ก่อนจะนำส่งมายังผู้สั่งซื้อ หรือเป็นกระบวนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทำการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศนั้น ๆ แล้ว ทางเว็บไซต์ที่เราทำการสั่ง จะทำการรวบรวมออเดอร์ส่งไปยังชิปปิ้ง จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ ตั้งแต่การส่งของออกจากโกดังในประเทศ รับของลงเรือ ปล่อยของจากท่า ผ่านศุลกากร จัดทำเอกสารสำคัญแทนตัวพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเข้าสินค้า แล้วนำส่งไปถึงผู้ใช้บริการชิปปิ้งต่อไป นี่ล่ะครับคือความหมายที่แท้จริงของ “ชิ้ปปิ้ง” ที่เราเรียกกัน

Tips : ปกติแล้วเวลาเราเรียกชิปปิ้ง หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็จะเป็นคำว่า shipping แบบนี้ใช่ไหมครับ ที่จริงแล้วคำนี้แปลว่าการนส่งสินค้า ดังนั้นเมื่อเราจะต้องคุยกับคู่ค้าที่เป็นชาวต่างชาติคำศัพท์ที่ควรใช้ให้ถูกต้องตามความหมาย ก็คือคำว่า Customs Broker นะครับ

แล้วใครควรใช้ชิปปิ้ง?

บริกาชิปปิ้ง

การใช้บริการชิปปิ้งนั้นเหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทีละเยอะ ๆ เพราะการใช้บริการชิปปิ้งนั้น จะทำให้ได้สินค้าในราคาถูกกว่าและสามารถสั่งได้ทีละจำนวนมาก ๆ ซึ่งเราควรศึกษาเงื่อนไขของชิปปิ้งแต่ละเจ้าให้ดีก่อน อีกทั้งการใช้บริการชิปปิ้งบางเจ้านั้นยังอำนวยความสะดวกในเรื่องของเอกสารการผ่านศุลกากรต่าง ๆ อีกด้วย หรือที่เราเรียกกันว่าช่วยเคลียร์ภาษีนั่นล่ะครับ

เลือกชิปปิ้งอย่างไรให้ถูกใจ?

เลือกชิปปิ้ง

เพราะชิปปิ้งนั้นมีตั้งแต่ที่เป็นผู้คนในประเทศนั้น รับจัดเก็บรวบรวมสินค้าก่อนส่งออกมาให้เรา ไปจนถึงบริษัทห้างร้าน ขนาดใหญ่ที่มีระบบชิปปิ้งจริงจัง ในจุดนี้เราเองที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าควรเลือกดูให้ดีว่าขนาดของห้างร้านของเรานั้นเหมาะแก่การใช้ชิปปิ้งแบบไหน และชิปปิ้งแต่ละที่นั้นถนัดอะไร บางเจ้าเน้นรับเข้าส่งออกของจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อย่างที่ฮิต ๆ กัน หรือบางเจ้าเน้นส่งไปยุโรป อันนี้ก็ต้องดูให้ดี และที่สำคัญอย่างลืมว่าชิปปิ้งนั้นเป็นแค่ตัวที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องของกระบวนการผ่านเข้าศุลกากรให้ง่ายขึ้น ดังนั้นเรื่องระบบการขนส่งไม่ได้มีเป็นของตัว อาจทำให้เราติดตามสินค้าของเราได้ยากซึ่งตรงนี้ก็ควรจะดู และพิจารณาให้ละเอียดนะครับไม่ใช้ว่าให้ชิปปิ้งส่งของมาแล้ว เช็คระหว่างทางไม่ได้ไปหายตรงไหนก็ตามยากแล้วครับ

และทั้งหมดนี้คือเรื่องน่ารู้ของแม่ค้าสายพรีออเดอร์ที่เรานำมาฝากกันนะครับ สำหรับใครที่เป็นแม่ค้าออนไลน์ จำเป็นจะต้องสต็อกของไว้กับตัวเองเยอะ ๆ  เพื่อทำการขายแบบพร้อมส่ง แต่มีพื้นที่จำกัด ไม่สะดวกต่อการเก็บสินค้า ลองให้บริการ Akita ของเราเป็นตัวช่วยดูสิครับ รับรองว่าชีวิตแม่ค้าออนไลน์ของคุณ จะง่ายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

Akita เชื่อมต่อ Marketplace ได้แล้ววันนี้ ทำอย่างไรมาดูกัน!

เพื่อให้การทำงานของผู้ใช้บริการระบบจัดการคลังสินค้าของ Akita ง่ายขึ้น วันนี้! เรามีข่าวดีมาแจ้งให้ทุกคนทราบ

ฟีเจอร์ใหม่จาก Akita สามารถเชื่อมต่อ marketplace ยอดฮิตอย่าง shopee lazada ได้แล้ว ถ้าไม่อยากพลาดละก็มาดูกันเลยครับ ว่าเพียงแค่ไม่กี่คลิกก็ช่วยให้ชีวิตแม่ค้าออนไลน์อย่างคุณง่ายขึ้นได้!

วิธีเชื่อมบัญชีร้านค้า Shopee กับระบบ Akita

**ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีบัญชีร้านค้าใน Shopee และ บัญชีร้านค้าในระบบ Akita จึงจะเชื่อมกันได้

1.Login เข้าสู่ระบบ

Akita Store App บนเว็บไซต์ https://order.akitahub.com/

2. กดปุ่ม “เชื่อมต่อ” Marketplace Shopee

เข้าเมนู “ช่องทางการขาย” กดปุ่ม “เชื่อมต่อ” Marketplace แล้วเลือก Marketplace ที่ร้านมีบัญชีอยู่

3. กดปุ่มเชื่อมต่อหากมีบัญชีร้านค้าใน Shopee อยู่แล้ว

ถ้าหากมีบัญชีร้านค้าบน Shopee แล้วให้กดปุ่ม “เชื่อมต่อ” ได้ทันที แต่ถ้าหากยังไม่มีบัญชีก็สามารถกดที่คำว่า “สมัคร” เพื่อสมัครเปิดบัญชีร้านค้าบน Shopee ก่อน

4.ขอสิทธิ์การเข้าถึงร้านค้า (Authorization)

เมื่อกดเชื่อมต่อแล้วระบบจะเข้าสู่หน้าขอสิทธิ์การเข้าถึงร้านค้า (Authorization) ทางร้านจะต้องใส่ข้อมูลดังนี้ 

4.1 market บัญชีร้านค้าของท่าน เช่น ขายใน market ประเทศไทยให้เลือกเป็น “shopee.co.th”

4.2 Email/Phone/Username

4.3 Password

5. เมื่อเชื่อมต่อแล้วปุ่ม Marketplace จะเป็นสีเขียว

เมื่อกด Login บนเว็บไซต์ Shopee เรียบร้อยแล้ว ปุ่มเชื่อมต่อ Shopee บนระบบ Akita จะเปลี่ยนเป็นปุ่มสีเขียว “ตั้งค่า”

6. “ตั้งค่า” การแสดงผลเมื่อเชื่อมต่อกับ Shopee

6.1 ชื่อเรียก – ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าชื่อเรียกร้าน Shopee ที่เชื่อมต่อแล้วนี้เป็นอะไรก็ได้

6.2 ลิงก์ร้านค้า – หลังเชื่อมต่อแล้วลิงก์ร้านค้า Shopee จะถูกนำมาแสดงที่นี่

6.3 สัญลักษณ์ Authentication success – แสดงเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าทำการขอสิทธิ์เชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว

6.4 สถานะ – ปุ่มสถานะช่องทางการสั่งซื้อบน Shopee ในระบบ Akita จะถูกตั้งค่าเริ่มต้นเป็นปิดให้ผู้ใช้งานเข้าไปกด “เปิด” ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้

6.5 ข้อมูลคลังสินค้า – ระบุคลังสินค้าที่ใช้สำหรับร้านค้า Akita ตั้งค่าพื้นฐานในระบบเป็น “AKITA DMK”

6.6 การจัดส่ง – ระบุวิธีการจัดส่ง สำหรับร้านค้า Akita ตั้งค่าพื้นฐานในระบบเป็น “Pick Up Shopee”

6.7 เมื่อใส่รายละเอียดครบแล้วกดปุ่ม “บันทึก”

7.เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ หน้าจอจะแสดงผลของ Marketplace ที่ได้เชื่อมต่อแล้ว

ที่เมนู “รายการสินค้า” จะขึ้นแถบรายการสินค้าจาก “Shopee” หมายความว่าการเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ร้านค้าของคุณที่ใช้งานระบบจัดการหลังบ้านอย่าง Akita นั้นสามารถเชื่อมต่อ Marketplace ได้ เพื่อให้การทำงานของคุณง่ายยิ่งขึ้น และสำหรับขั้นตอนต่อไปคือการเชื่อมต่อข้อมูลคลังสินค้าจาก Marketplace มายังระบบของ Akita อย่าลืมรอติดตามบทความคู่มือการใช้งานระบบของเราด้วยนะครับ!

คู่มือการใช้ระบบ Akita Part 1 : “การตั้งค่าระบบ”

1. การตั้งค่าระบบ

1.1 ตั้งค่าร้านค้า

1.2 ช่องทางการชำระเงิน

1.3 การจัดส่ง

1.4 จัดการผู้ใช้

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment
ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc
Inbox: m.me/akita.wh
โทร: 02-0263-250

4 วิธีลับการเพิ่มยอด ขายของออนไลน์ ( Online Sales ) ที่แม่ค้ายุคใหม่ไม่ควรพลาด

ปี 2020 การซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมไม่มีตก การเพิ่มยอด Online Sales เป็นเป้าหมายหลักในการทำการตลาดของแม่ค้ายุคใหม่ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่มีช่องทางการนอกเหนือจากออฟไลน์ดั่งเช่นอดีต แต่ถ้าหากไม่มีวิธี กลยุทธ์ที่ดึงดูดใจลูกค้าได้เพียงพอก็ไม่มีความหมาย รวบรวม “กลยุทธ์ลับ 4 วิธี การเพิ่มยอด ที่แม่ค้ายุคใหม่ไม่ควรพลาด”

1. หากลยุทธ์ใหม่ๆ พิชิตใจลูกค้า

ในการขายปัจจุบันนี้ร้านค้าออนไลน์มีการแข่งขันที่สูงมาก แต่ละร้านต้องมีกลยุทธ์ที่โดดเด่นในการเรียกลูกค้า เช่น แม่ค้าถ่ายทอดสด ขายของออนไลน์ ( Online Sales ) บน Facebook จัดโปรโมชั่น พิเศษสำหรับผู้รับชมอยู่ในขณะนั้น

ย้อนกลับไปปี 2018 เจ๊น้ำ เจ้าของวลีเด็ดรุงรัง และวร้ายวร้าย แม่ค้าผู้เคยโด่งดังในโลกโซเชียลจากการขายเสื้อผ้าด้วยวิธีการขายที่เผ็ดมันส์ไม่เหมือนใคร มาพร้อมความฮา คลายเครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้สินค้าของเธอขายดีเทน้ำเทท่า นอกเหนือจากนี้กลยุทธ์อื่นๆ ที่สามารถทำได้ เช่น จัดโปรโมชันพิเศษในช่วงเทศกาลต่างๆ หรือวันเกิด, สะสมแต้ม, ซื้อ 1 แถม 1, ซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท รับคูปองเงินสด 100 บาทเพื่อแลกใช้ในครั้งถัดไป กลยุทธ์เหล่านี้ทำให้ร้านค้าของคุณมีความน่าสนใจ จะช่วยกระตุ้นยอดขายมากขึ้น แถมโปรโมตร้านไปในตัวได้อย่างแน่นอน

2. ใช้การลดราคาเป็นข้อเสนอพิเศษ

การลดราคาเป็นข้อเสนอพิเศษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเพิ่มยอดขายของออนไลน์ การลดราคาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การลดราคาเป็นตัวเลข 2) การลดราคาเป็นเปอร์เซ็นต์

การลดราคาเป็นตัวเลขมักได้ผลลัพธ์ที่ดีในสินค้าที่มีราคาสูง ในขณะที่การลดราคาเป็นเปอร์เซ็นต์เหมาะกับสินค้าที่มีราคาไม่สูงมากนัก จริงๆ แล้วสินค้าอาจจะลดราคาเท่ากัน แต่ตัวเลขส่งผลต่อจิตวิทยาในการตัดสินใจซื้อสินค้า เช่น หากสินค้าราคา 50 บาท ลด 20% ดูมีค่ามากกว่า การที่จะบอกลูกค้าว่าลด 8 บาท และอีกตัวอย่าง สินค้าราคา 500 บาท ลด 100 บาท จะดูมีค่ามากกว่าการบอกลูกค้าว่าลด 20%

3. อำนวยความสะดวกช่องทางที่ชำระเงิน

ช่องทางที่ชำระเงินที่หลากหลายทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น การซื้อขายออนไลน์เน้นความสะดวก และรวดเร็ว หากช่องทางการชำระเงินล่าช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าที่ร้านอื่นแทนได้ ปัจจุบันมีตัวเลือกมากมาย อาทิ การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์, Mobile Banking, Internet Banking, บัตร Credit & e-Wallet นอกเหนือจากนี้ Cash-on delivery (ชำระเงินปลายทาง) คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยม หากร้านใดไม่มีช่องทางชำระเงินที่ลูกค้าต้องการ อาจทำให้เสียลูกค้าไปง่ายๆ การปรับตัวให้ทันกระแสเป็นเรื่องที่ควรเอาใจใส่อย่างยิ่ง

4. พูดคุย-ตอบคำถามลูกค้าในโซเชียลมีเดีย

การมีส่วนร่วมกับลูกค้าบนโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์คุณ เป็นช่องทางที่ลูกค้าสามารถรับรู้แบรนด์ และการขาย การตอบคำถามหรือคอมเมนต์ต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและตรงไปตรงมา เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเพิ่มยอดขาย จะทำลูกค้าเห็นว่าคุณให้ความสำคัญกับลูกค้า

คุณจะมีเวลาไปดูแลธุรกิจในส่วนอื่นมากยิ่งขึ้น หากคุณใช้เลือกใช้บริการของเรา ทำแทนได้ทุกขั้นตอน “Akita Warehouse” บริการ fulfillment ครบวงจร ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าแทนคุณ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1] & [2]

เทคนิคจัดการสต็อกสินค้า สำหรับธุรกิจ Subscription Box

Subscription Box นั้นคุณต้องใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจเป็นปีในการวางแผนธุรกิจตั้งแต่การสร้างแบรนด์ สร้างเอกลักษณ์ของสินค้า การดีไซน์รูปแบบ Packaging ซึ่งเป็นหนึ่งในงานที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ที่ถือเป็นงานที่ยากและท้าทาย เนื่องจากระบบจัดการสต็อกควรมีการอัปเดตสถานะ ทันทีที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้าในสต็อกเพื่อให้จำนวนสินค้าคงคลังถูกต้อง อยู่เสมอ ป้องกันความผิดพลาดในการประมาณการจำนวนสินค้าที่ต้องเตรียม สั่งมาเพิ่ม การคำนวณที่ผิดพลาดสามารถส่งผลโดยตรงถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการ การต้องเก็บรักษาสินค้าจำนวนมากหมายถึงการที่คุณต้องใช้ทรัพยากรในการดูแลที่มากขึ้น ทั้งพื้นที่ พลังงาน เวลา และกำลังคน ขณะเดียวกันการมีสินค้าคงคลังไม่เพียงพอจำนวนออเดอร์ส่งผลให้การทำงานล่าช้า ลูกค้าได้รับสินค้าช้ากว่ากำหนด สร้างความเสียหายให้ธุรกิจทั้งในแง่ยอดขายและโดยเฉพาะชื่อเสียงของแบรนด์

การจะสร้างระบบจัดการสต็อกที่มีประสิทธิภาพนั้น คุณต้องอาศัยการค้นคว้า เก็บข้อมูล และการทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพื่อปูทางไปสู่การวางแผนจัดการที่สอดคล้องกับตัวสินค้าและทิศทางของแบรนด์ให้ได้มากที่สุด และคุณสามารถเริ่มได้จากขั้นตอนพื้นฐานของเทคนิคจัดการสต็อกสินค้า สำหรับธุรกิจ Subscription Box ที่เรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

Subscription-Box_fulfillment-warehouse

ใช้ประโยชน์จาก Sales Forecasting

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะประมาณการยอดขายล่วงหน้าผ่านข้อมูลยอดขายช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความต้องการสินค้าในช่วงเวลานั้น (เช่น ร่มมักขายดีในช่วงฤดูฝน ช็อกโกแลตขายดีช่วงวันวาเลนไทน์) ซึ่งหากคุณมีข้อมูลที่จำเป็นเพียงพอก็ทำให้การคำนวณสต็อกสินค้าแม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มทำ มักจะยังไม่มีข้อมูลยอดขายเพื่อใช้ประมาณการจำนวนสต็อกสินค้าล่วงหน้า สิ่งที่คุณทำได้คือการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการตลาดที่คุณกำลังใช้งานอยู่ เช่น Social Media การทำแบบสำรวจออนไลน์ ซึ่งช่วยให้คุณได้มาซึ่งข้อมูลที่บอกความสนใจและแนวโน้มพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้

Subscription-Box_inventory management

สั่งสินค้าในปริมาณที่คุณต้องการจริงๆ เท่านั้น

เป็นที่รู้กันว่าการสั่งสินค้าล็อตใหญ่ทำให้คุณได้สินค้าราคาเหมาจ่ายที่ถูกลง แต่ขณะเดียวกันการมีสินค้าจำนวนมากนั่นหมายถึงพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่ต้องเตรียมไว้รองรับเพิ่มขึ้นด้วย เกิดค่าใช้จ่ายในการจัดการที่เพิ่มขึ้นตาม ทั้งพลังงาน บุคลากร ถ้ามีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่องก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่เมื่อใดที่ออเดอร์เข้ามาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ คุณก็จะมีสินค้าคงคลังค้างสต็อกจำนวนมากและยังคงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสต็อกอย่างต่อเนื่อง ก่อนคิดจะยังสินค้าล็อตใหญ่ทีเดียวคุณควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเป็นไปว่าสินค้าเหล่านี้จะไม่เหลือค้างสต็อกนานเกินไป

วางแผนบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยหลักที่เจ้าของธุรกิจต้องคํานึงถึง คือ Shelf Life หรืออายุของสินค้า และ Safety Stock หรือสินค้าคงคลังขั้นตํ่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างจํานวนสินค้า และจํานวนสมาชิกของแต่ละธุรกิจ

การสร้างความสมดุลนั้นไม่มีสูตรตายตัว เนื่องจากแต่ละธุรกิจมีปัจจัยที่ต้องคํานึงแตกต่างกัน เช่น สินค้าที่มีวันหมดอายุ อย่าง อาหาร เครื่องสําอาง การประเมินจํานวนสมาชิกที่คาดว่าจะเพิ่มหรือลดเป็นสิ่งที่จําเป็นเพราะหากคํานวณผิดพลาด นั่นหมายถึงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ทั้งต้นทุนสำหรับดูแลสินค้าและต้นทุนที่เสียไปกับสินค้าที่เก็บค้างในคลังจนเน่าเสีย

หากมีแนวโน้มที่จะเกิดสินค้าคงคลังมากเกินไปตามที่กล่าวมา ผู้ประกอบการสามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการจัดส่งสินค้าคงคลังนั้นๆ เป็น Surprise Box ให้ผู้บริโภค หรือปะปนไปกับสินค้ายอดนิยมเพื่อให้สมาชิกได้ลองสินค้าใหม่ๆ นอกจากได้ระบายสินค้าแล้วยังได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ


Subscription-Box_fulfillment-warehouse

ใช้บริการ Outsource ที่มีระบบและมืออาชีพพร้อมช่วยงานได้ทันที

อีกหนึ่งทางลัดที่ช่วยให้คุณไม่ต้องวุ่นวายกับการจัดการสต็อก และการแพ็คของ คือการส่งต่องานให้ผู้ให้บริษัทเอกชนที่มีบริการ Fulfillment Warehouse เข้ามาช่วยงานได้ทันที เพราะบริการเหล่านี้มีพร้อมทั้งระบบจัดการคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน และโปรแกรมจัดการสต็อกสินค้าที่อัปเดตสถานะสต็อกได้แบบเรียลไทม์ คุณจึงสามารถติดตามงานได้ทุกขั้นตอนผ่านโปรแกรมจัดการสต็อกสินค้าแม้ไม่ได้ลงมือทำเอง

ด้วยรูปแบบของ Subscription Box ที่ค่อนข้างจุกจิกในขั้นตอนการหยิบสินค้าและแพ็คลงกล่อง เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนจะได้รับสินค้าที่ต่างกันไปตามแพ็กเกจสมาชิกที่เลือก การที่คุณใช้บริการ Fulfillment Warehouse จึงเป็นการดึงงานที่จุกจิกเสียเวลาส่วนนี้ออกไป อีกทั้งคุณยังเลือกปรับแต่งรูปแบบการแพ็คได้ตามต้องการ ที่สำคัญคือคุณสามารถประเมินค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ เพราะบริการ Fulfillment Warehouse มักมีความยืดหยุ่นในการคิดค่าบริการ โดยจะคิดตามการใช้งานจริงของคุณเท่านั้น  แน่นอนว่าคุ้มค่ากว่าคุณสร้างคลังทั้งหลังเองและแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องต้นทุนการจัดการตามที่เราได้กล่าวไปแล้ว

คลิก! เพื่ออ่าน >> รวมบทความ Fulfillment

อยากได้ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าแทนคุณ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1] , [2]

4 เทคนิคประหยัดพลังงาน คลังสินค้า ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริง

คลังสินค้า (Warehouse) เป็นพื้นที่ที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่างให้พอเหมาะกับการรักษาคุณภาพสินค้า การใช้พลังงานเยอะจึงนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงตาม แล้วเราจะประหยัดพลังงานเพื่อลดต้นทุนได้อย่างไรบ้าง? ขอบอกเลยครับว่าเคล็ดลับที่จะนำมาแชร์ในบทความนี้ทำได้ง่ายและช่วยคุณประหยัดพลังงาน คลังได้แน่นอน

1. ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง

เริ่มจากการพิจารณา 2 เรื่องหลัก ๆ คือ ปริมาณแสงสว่างที่จำเป็นต้องใช้ในจริงๆ มีจำนวนเท่าไร และใช้กับส่วนใดบ้าง คลังสินค้า ที่มีระบบ Automated เช่น มีรถเข็น รถยกอัตโนมัติซึ่งทำงานในที่มืดได้ ก็จะใช้แรงงานคนและแสงสว่างที่น้อยกว่า (อันนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ไกลตัวสำหรับบางคนไปหน่อย) ขณะเดียวกันในแต่ละส่วนงานของคลังก็ต้องการใช้แสงสว่างทั้งในปริมาณและชนิดของแสงที่ต่างกันด้วย

การวางระบบให้แสงสว่างที่มีประสิทธิภาพช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องมือที่มาช่วยให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งระบบเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวและสวิตซ์หรี่ไฟที่ช่วยลดแสงในคลังสินค้า แม้คุณจะเปิดไฟในทุกบริเวณ ตัวหรี่ที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวจะปรับระดับแสงในบริเวณที่มีคนทำงานให้มีความสว่างมากกว่าบริเวณที่ไม่มีคน ซึ่งแสงสว่างจะถูกปรับลดความลง และเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น การใช้ระบบดังกล่าวควรทำควบคู่กับการหมั่นดูแลความสะอาดและเช็คอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างเป็นประจำ การใช้สีโทนสว่างหรือขาวทาผนัง ติดตั้งหน้าต่างและกระเบื้องหลังคาที่เปิดรับแสงธรรมชาติก็ช่วยให้คุณลดปริมาณการใช้แสงสว่างจากหลอดไฟลงได้

warehouse energy cost saving
ที่มาภาพ: www.remaxdoors.com

2. ระบบหลังคา

นอกจากการควบคุมแสงไฟแล้ว หลังคา ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการใช้พลังงานในคลังที่ขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากหลังคาบางประเภทมีคุณสมบัติดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลต่อคลังที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวคุณสามารถใช้เทคโนโลยีหลังคาเย็นเข้ามาช่วย ระบบหลังคาเย็นมีคุณสมบัติเด่น 2 แบบ คือ แบบที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้สูงซึ่งทำให้หลังคาดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์น้อยลง และแบบที่แผ่รังสีความร้อนได้สูง โดยวัสดุจะดูดซึมความร้อนแล้วปล่อยกลับสู่ท้องฟ้า หลังคาเย็นจึงเหมาะกับคลังที่ใช้ระบบทำความเย็นในการจัดเก็บสินค้า และยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานได้ 5-10% นอกจากห้องเย็นที่ต้องควบคุมระดับความเย็นแล้ว คลังที่อุณหภูมิปกติก็ยังคงต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่เช่นกัน ระบบหลังคาเย็นจึงสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นในอาคารที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศเพราะระบบหลังคาเย็นช่วยลดระดับอุณหภูมิเพื่อไม่ให้รบกวนประสิทธิภาพการทำงานของคนงาน

warehouse energy cost saving

3. ระบบประตู

สิ่งที่ทำให้แอร์ใน คลังสินค้า ทำงานหนักขึ้นก็คือการที่คุณปล่อยให้มีอากาศจากภายนอกซึ่งอุณหภูมิสูงกว่าผ่านเข้ามาในโกดังสินค้า โดยเฉพาะโกดังที่มีตู้แช่แข็งหรือห้องเย็น คุณจึงควรหมั่นตรวจสอบหารอยรั่วตามจุดต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งดูว่ามีรอยแตกหรือทะลุที่ผนังอาคารหรือไม่ ประตูและหน้าต่างปิดสนิทไหมมีช่องว่างที่เกิดจากการชำรุดหรือไม่ ในส่วนของประตูนั้นคุณควรใส่ใจมากเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่คนและสิ่งของเคลื่อนย้ายเข้าออกอยู่เสมอ ซึ่งหมายถึงโอกาสในการผ่านเข้ามาของอากาศจากภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นในขณะที่คุณไม่ต้องผ่านประตูต้องมั่นใจว่าไม่มีช่องว่างให้อากาศข้างนอกผ่านเข้ามาและรักษาอุณหภูมิภายในโกดังไม่ให้ออกไปได้ โดยการหุ้มฉนวนกันความร้อนที่ขอบประตูซึ่งช่วยให้ประตูปิดสนิท แต่สำหรับกรณีที่ห้องเย็นเชื่อมกับห้องอื่นและต้องมีการเดินเข้าออกตลอดเวลาคุณควรติดม่านตรงประตูที่เชื่อมสองห้องเพื่อช่วยลดการสูญเสียความเย็นจากห้องเย็นออกมาสู่ข้างนอกให้น้อยที่สุด

4. การใช้เครื่องควบคุมอุณหภูมิ

การปรับอุณหภูมิบ่อยๆ เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน การใช้เทอร์โมสตัท (thermostat) หรือเครื่องควบคุมอุณหภูมิจะช่วยรักษาอุณหภูมิห้องให้ใกล้เคียงกับค่าอุณหภูมิเริ่มต้นที่เรากำหนดไว้เสมอ เคล็ดลับการตั้งค่าให้ตั้งที่อุณหภูมิปานกลางในชั่วโมงทำงาน ทุกครั้งที่มีการตั้งค่าอุณหภูมิเทอร์โมสตัทเพิ่มขึ้น 1 องศา สามารถช่วยคุณประหยัดพลังงานได้ 1-3%  และเมื่อถึงเวลาเลิกงานไม่มีคนทำงานในส่วนนั้นแล้วให้ตั้งค่าเทอร์โมสตัทโดยการเพิ่มอุณหภูมิขึ้น 5-10 องศา หากอาคารของคุณใช้เครื่องปรับอากาศหลายเครื่องโดยแต่ละเครื่องมีเทอร์โมสตัทของตัวเอง ให้ตั้งเวลาเริ่มทำงานต่างกันในแต่ละจุด ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องปรับอากาศทุกจุดเริ่มทำงานพร้อมกัน โดยเฉพาะในจุดที่ยังไม่เริ่มงานซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ หากเปิดทิ้งไว้ก่อนเริ่มงานก็เท่ากับเป็นการใช้พลังงานโดยเปล่าประโยชน์

warehouse energy cost saving

เรียกได้ว่าค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่คุณต้องแบกรับและต้องใช้อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก การละเลยจุดบกพร่องเพียงเล็กน้อยและไม่รีบแก้ไขอาจสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมากได้ หากคุณคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะจัดการระบบคลังสินค้าด้วยตัวเอง การใช้คลังสินค้าเอกชนที่มีพร้อมทั้งระบบจัดการสต็อกแบบ Real-Time และบริการ Fulfillment ที่ช่วยงานหลังการขายทั้งแพ็คและจัดส่งสินค้า ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากคุณไม่ต้องคอยกังวลกับการจัดการระบบคลังเองทั้งระบบแล้ว คุณยังไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ค่าแรงงาน และต้นทุนเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ควบคุมได้ยากด้วย แต่การใช้คลังเอกชนจะมีการคิดค่าบริการในอัตราที่แน่นอนไว้ให้แล้วแถมควบคุมคุณภาพงานได้ไม่ต่างกับคุณทำเอง

คลิก! เพื่ออ่าน >> รวมบทความ Fulfillment

อยากได้ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าแทนคุณ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

ที่มา: Source

ศึก 11.11 LAZADA vs SHOPEE บนสังเวียนเซลแห่งนี้ มีทีเด็ดอะไรมาสู้กันบ้าง

ใกล้เข้ามาทุกทีกับเทศกาลเซลจาก Marketplace ชื่อดัง อาทิ LAZADA, Shopee & JD Central ในวันที่ 11.11 ที่ ต่างเตรียมโปรลด แลก แจก แถม มาแข่งกันโกยยอดขาย สร้างความคึกคักให้นักช็อปกระเป๋าสั่นกันเต็มที่ นอกจาก 11.11 แน่นอนว่า 12.12 ก็มีแววตามมาอีกละรอก เหมือนกับปีที่ผ่าน ๆ มา (เรียกได้ว่าจัดงานเซลกันแทบจะทุกเดือนที่ตัวเลขสวย อย่าง 9.9 หรือ 10.10)

ว่าแล้วเพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมต้องจัดงานเซลวันที่ 11 เดือน 11 นอกจากเหตุผลที่ว่าเลขสวยแล้ว วันนี้มันสำคัญอย่างไรวันนี้ Akita จะมาเล่าให้ฟังไปพร้อมกับกลยุทธ์ที่ Marketplace แต่ละเจ้าเขาเลือกใช้กันด้วยครับ

ทำไมวันที่ 11.11 จึงสำคัญ จนต้องมีการจัดโปรโมชั่นขายของ?

การให้ความสำคัญกับวันที่ 11 เดือน 11 เริ่มจากนักศึกษาในจีนที่จัดกิจกรรมฉลองความโสด (Single’s Day) ขึ้นในวันนี้ จนเกิดเป็นกระแสให้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ จัดตาม ลามไปถึง Social Media และหนึ่งในกิจกรรมที่บรรดาคนโสดออกมาทำร่วมกันแล้ว พวกเขายังนิยมซื้อของขวัญฉลองความโสดให้ตัวเอง เมื่อซื้อของคนเดียวมันเหงาก็ต้องช้อปปิ้งผ่านทางออนไลน์ ทาง Alibaba แพลตฟอร์มช็อปปิ้งยอดนิยมของจีนเห็นโอกาสจากปรากฏการณ์นี้จึงเป็นผู้ริเริ่มแคมเปญ 11.11 เอาใจ (และตังค์) จาก คนโสด (และไม่โสด)

ปรากฏการณ์ 11.11 ในไทย กับการริเริ่มโดย LAZADA

แคมเปญ 11.11 จัดครั้งแรกตั้งแต่ปี 2015 ซึ่ง LAZADA เป็นผู้นำแคมเปญนี้เข้ามาและยังทำยอดขายได้สูงสุดในวันนั้น โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า LAZADA 11/11 Online Festival จากความสำเร็จในปีแรกทำให้มีการจัดแคมเปญอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

ในปี 2018 ที่ผ่านมา LAZADA ทำยอดขายได้มากถึง 350 ล้านชิ้น และทำการจัดส่งสินค้ามากถึง 1 ล้านครั้ง ในช่วง 3 วันที่มีแคมเปญ

รวมทีเด็ด Marketplace เจ้าดังในไทย
กับกลยุทธ์ที่ใช้ในแคมเปญ 11.11 สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้ง

11.11-LAZADA vs SHOPEE

LAZADA กับแคมเปญ  Lazada 11.11 Shopping Festival

LAZADA เริ่มเปิดตัวเปิดแคมเปญในวันที่ 1 พฤศจิกายน ด้วยโปรลดราคาที่หลากหลายกับคูปองส่วนลดที่เตรียมมาจากถึง 111 ล้านคูปอง ที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 90% ผ่านกิจกรรมใต้คอนเซ็ปต์ Shoppertainment เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งที่แปลกใหม่จากการกระตุ้นให้ผู้ซื้อมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์ม

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวเกมสร้างเมืองเสมือนจริง LazCity Wonderland ที่ผู้เล่นสามารถเก็บคูปองจากแบรนด์ดัง กิจกรรม GUESS IT! King ถูกแน่แค่ทาย ที่นักช็อปได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมกับเซเลบชื่อดัง Lazada 11.11 Super Show รายการวาไรตี้ที่จะไลฟ์สตรีมผ่านแอป Lazada และถ่ายทอดสดผ่านไทยทีวีสีช่อง 33 ซึ่งจะมีช่วง Voucher Rain ที่ให้ผู้ชมเก็บคูปองส่วนลดบนระหว่างโชว์ได้ด้วย

อีกไฮไลท์ในวันที่ 11.11 ของ LAZADA ก็คือ LAZADA Pre-Sale ที่ผู้ซื้อเข้ามาจองสินค้าไว้ (กันสินค้าหมดก่อน ซื้อไม่ทัน )แล้วค่อยสั่งซื้อวันที่ 11.11แต่สำหรับผู้ผลิตหรือร้านค้าที่เอามาขาย ก็จะรู้ว่าตัวเองจะต้องซื้อมาขายเท่าไหร่ งาน Pre-sale จึงเป็นประโยชน์สำหรับ คนซื้อและคนขายบน LAZADA ที่จะทราบได้ว่าต้องเตรียมจำนวนสินค้าจำนวนเท่าไหร่มาจำหน่ายในวันเซลโดยประมาณการได้จากยอดสั่งจองล่วงหน้านี้

11.11-LAZADA vs SHOPEE

Shopee กับแคมเปญ Shopee 11.11 Big Sale

โดยเปิดตัวแคมเปญ Shopee 11.11 Big Sale ตั้งแต่วันที่ 22-31 ตุลาคม 2562 นับเวลารวมประมาณ 9 วัน และใช้ส่วนลด 50% ดึงความสนใจลูกค้า ซึ่งได้มีการแจกคูปองระหว่างวัน ทั้งโปรโมชั่นลดทั้งร้าน 50% ส่วนลด 50% สินค้าคอลเลคชั่นพิเศษ ส่วนลดตามแบรนด์อีก 50% และโปรสินค้าราคา 9 บาทขาดตัว มาให้จัดกันฟิน ๆ

ไม่เพียงแค่แจกส่วนลด แต่ Shopee ได้เปิดฟีเจอร์ Shopee Catch ซึ่งจะมีการแจก Coins และโค้ดส่วนลดอื่นๆ ความพิเศษของ Shopee Catch คือเป็นครั้งแรกของเกมที่นำเทคโนโลยี AR เข้ามาใช้ ฟีเจอร์ใหม่ไม่ได้มีแค่เกมเท่านั้น Shopee  ยังเปิดตัว Shopee Feed ตอบรับเทรนด์ Social Shopping ที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้และแบรนด์มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้นด้วยฟังก์ชันให้กดติดตามเพื่อน ร้านค้า และแบรนด์ที่ชื่นชอบต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด เกาะติดโปรแรงและสินค้าใหม่ไม่มีพลาด

11.11-LAZADA vs SHOPEE -JD-sale

JD Central กับแคมเปญ JD CENTRAL 11.11

JD CENTRAL เลือกเปิดแคมเปญจูงใจลูกค้าด้วยโปรลดราคาสินค้าแบรนด์ของแท้ ตามด้วยโปรลดสินค้าต่างประเทศ ลดตามหมวดหมู่สินค้า และก่อนถึงงาน 11.11 ก็ส่งโปรมาให้ได้จัดหนักสินค้าลดครึ่งราคา พร้อมกระหน่ำแจกคูปองในวันที่ 10 แบบจุก ๆ ในขณะที่อีกสองเจ้าจัดงาน 11.11 แค่วันเดียว แต่พี่ JD Central ขอยิงยาวถึง 3 วัน ตั้งแต่ 11-13 พฤศจิกายน 2562 และกลับมาจัดแคมเปญลดอีกทีต้อนรับเทศกาล Black Friday ในวันที่ 29 พฤศจิกายนด้วย (ต้องรอดูกันอีกทีครับว่าอีกสองเจ้าเขาจะจัด Black Friday ด้วยไหม)

ความสำเร็จของ 11.11 ที่เกิดขึ้นมาเพื่อฆ่า Black Friday ในเอเชีย

จากที่ Black Friday และ Cyber Monday ซึ่งเป็นงานเซลสินค้าในโซนยุโรปและอเมริกา เคยเป็นเทศกาลช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อฝั่งเอเชียอย่างเราจัด 11.11 ขึ้นมาบ้างโดยการนำของ Alibaba และ JD.com กลับกลายเป็นว่ายอดการซื้อจากงาน Black Friday และ Cyber Monday ที่เคยสูงที่สุด ต้องสละตำแหน่งแชมป์ให้ 11.11 ขึ้นมาเป็นงานช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทน

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่างาน 11.11 นำแบรนด์หรู และรวมของที่คนอยากได้มากที่สุดมาไว้ในงาน แล้วยังลดราคาเยอะที่สุดในรอบปี โดยที่งาน 11.11 เป็นแคมเปญที่นิยมทั่วทั้งเอเชียและยุโรป ในขณะที่ Black Friday และ Cyber Monday จะดังเฉพาะในโซนอเมริกาและยุโรป เชื่อว่าหลังจบเทศกาลนี้แล้วนอกจากคนซื้อได้ของถูกในราคาสบายกระเป๋า บรรดาร้านค้าทั้งหลายก็ได้โอกาสปล่อยของล็อตใหญ่เลยใช่ไหมครับ แพ็คของกันมือระวิง แถมต้องวิ่งส่งแข่งกันให้ทันใจลูกค้าอีก

อย่างที่บอกไปตอนต้นครับว่า Marketplace เหล่านี้มีการจัดแคมเปญเซลกันอย่างต่อเนื่องแน่นอน และยิ่งช่วงต้นปีที่วันสำคัญและเทศกาลต่าง ๆ เยอะมาก ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะจัดงานเซลติดกันทุกเดือน จบงาน 11.11 แล้วแนะนำว่าควรเตรียมรับมือกันไว้แต่เนิ่น ๆ ดีกว่า รับออเดอร์มาเยอะ ของที่ต้องแพ็คก็เยอะ แถมต้องจัดส่งให้ไวเพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ชอบรออะไรนาน ๆ ด้วยสิ ถ้าแพ็คเองไม่ไหวก็ต้องเตรียมกำลังเสริมด่วน หรือจะใช้บริการ Fulfillment ที่จะมารับช่วงต่องานแพ็คสินค้า และจัดส่งให้คุณ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1], [2] & [3]

จำเป็นหรือไม่ที่ธุรกิจของคุณต้องใช้ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ

คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ หรือเรียกว่าห้องเย็น (Cold Storage) คือคลังเก็บสินค้าที่มีการควบคุมอุณหภูมิให้มีความเย็นพอเหมาะที่จะเก็บสินค้าบางประเภท ที่ต้องเก็บในอุณภูมิต่ำเพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ทั้งนี้คลังสินค้าห้องเย็นจะมีระดับความเย็นตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสจนถึงติดลบ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่จัดเก็บ เช่น อาหารสด เครื่องสำอาง ยาหรืออาหารเสริม เป็นต้น

คุณจำเป็นต้องใช้ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ หรือไม่

สินค้าแต่ละประเภทมีข้อจำกัดในการจัดเก็บที่ต่างกัน หากเป็นเสื้อผ้า สินค้าที่ทำจากพลาสติก กระดาษหรือวัสดุที่ขึ้นรูปคงทน คุณสามารถเก็บได้ในห้องเก็บของหรือคลังสินค้าที่อุณหภูมิห้อง แต่หากเป็นอาหารเสริมบางชนิดระดับอุณหภูมิสามารถส่งผลโดยตรงกับคุณภาพสินค้า หากเก็บในคลังสินค้าที่อุณภูมิปกติและโดยเฉพาะในที่ที่อุณหภูมิสูงมีแดดส่องถึง สินค้าก็จะเสื่อมคุณภาพได้ง่าย

ห้องเย็น-คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ-cold_storage_warehouse
ที่มา : www.indiamart.com

สร้างห้องเย็นเองหรือเช่า แบบไหนคุ้มกว่า

หากคุณเพิ่งเริ่มธุรกิจหรือทำธุรกิจขนาดเล็ก คุณอาจเลือกที่จะสร้างคลังสินค้าห้องเย็นและดูแลงานในคลังด้วยตัวเองหากมีพื้นที่และกำลังคนเพียงพอ แต่ถ้าคุณจำหน่ายสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในปริมาณไม่แน่นอนในแต่ละเดือน การสร้างคลังสินค้าห้องเย็นอาจเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า หรือถ้าคุณต้องการขยายกิจการ พื้นที่จัดเก็บสินค้าที่มีอยู่เดิมและคนงานอาจไม่เพียงพอที่จะดูแลงานที่ปริมาณมากขึ้น ซึ่งหมายถึงคุณต้องเพิ่มต้นทุนในการสร้างและจัดการคลังสินค้าห้องเย็น ซึ่งควบคุมต้นทุนการจัดการได้ยากในระยะยาว

ตัวอย่างสินค้าที่ควรเก็บในคลังควบคุมอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียสมีอะไรบ้าง

  • เครื่องสำอาง สกินแคร์ การเก็บในคลังควบคุมอุณหภูมิช่วยรักษาคุณภาพและคงอายุการใช้งานได้
  • ยา วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด นอกจากรักษาคุณภาพแล้วยังเป็นการป้องกันการปนเปื้อนด้วย
  • เทียนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นขี้ผึ้ง การเก็บในห้องเย็นช่วยป้องกันการปนเปื้อนและคงรูปผลิตภัณฑ์ซึ่งมีโอกาสละลายได้เมื่ออยู่ภายใต้อุณหภูมิที่สูงขึ้น

ห้องเย็น-คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ-cosmetic_cold-storage_warehouse

คุณภาพสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณควรใส่ใจ หากคุณไม่ควบคุมขั้นตอนการจัดเก็บให้ดี ก็ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้นได้ หรือที่แย่กว่านั้นคือคุณส่งสินค้าที่ไม่มีคุณภาพไปถึงมือลูกค้าโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้บริโภค ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์

หากการจัดการคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากสำหรับคุณ หรือแม้แต่คุณเกิดความไม่มั่นใจที่จะต้องจัดการเองในระยะยาว เราขอแนะนำ Akita Warehouse บริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่ง ที่ไม่เพียงรับดูแลสินค้าในคลังปกติ แต่ยังมีคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ให้บริการ พร้อมระบบจัดการหลังบ้านที่คุณใช้เช็คสต็อกสินค้าได้ รวมถึงส่งต่อออเดอร์ที่ได้รับจากลูกค้ามาให้พนักงานของเราช่วยนำมาแพ็ค และจัดส่งให้ลูกค้าของคุณผ่านบริการขนส่งเอกชนชื่อดังและไปรษณีย์ไทย นอกจากควบคุมการทำงานและคุณภาพสินค้าได้แล้วคุณยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เพราะคิดค่าใช้จ่ายตามที่คุณใช้จริงเท่านั้น

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1]

ทำความเข้าใจ 4P หลักการตลาดที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้นขายของออนไลน์ต่างประเทศ

หลักการตลาด 4P คือหลักการพื้นฐานที่คนทำธุรกิจทุกรูปแบบควรเข้าใจ เพื่อใช้ในการเป็นไกด์ไลน์สำหรับการวางแผนการตลาด โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ Product Price Place และ Promotion โดยเราต้องวางแผนให้แต่ละส่วนมีความสอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกัน

ในส่วนของการขายออนไลน์นั้นไม่ได้จบแค่การอัปโหลดรูปสินค้า ใส่ข้อมูล ราคา และยิ่งคุณต้องการเริ่มต้นขายสินค้าไปต่างประเทศ ไม่ว่าจสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง หรือขายบนแพลตฟอร์ม Marketplace ชื่อดัง เช่น Amazon eBay Alibaba ที่คุณต้องแข่งขันกับผู้ค้าอีกหลายราย และสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม ที่คาดเดาพฤติกรรมและความต้องการได้ยากกว่าการตีตลาดในบ้านเราเอง ดังนั้นคุณต้องวางแผนให้ดีว่าสิ่งที่คุณจะขาย ควรตั้งราคาเท่าไหร่ เหมาะจะขายบนช่องทางใด และควรโปรโมตอย่างไรเพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ค้ารายอื่นได้ ซึ่งทั้ง 4 อย่างนี้ก็คือการนำหลักการตลาด 4P มาประยุกต์ใช้นั่นเอง

4p-marketing
ที่มา: www.ionos.com

จะประยุกต์การตลาด 4P สำหรับการขายออนไลน์ต่างประเทศอย่างไร

สินค้าของคุณคืออะไร

ในการเลือกสินค้าที่จะขายนั้นคุณมักจะเกิดความคิดที่ขัดแย้งกันเอง ระหว่างคุณจะขายในสิ่งที่คุณอยากขาย หรือ ขายในสิ่งที่เป็นที่ต้องการในตลาด คุณต้องไม่ลืมว่าในการทำธุรกิจสิ่งที่คุณส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินให้คุณ ต้องสร้างความพึงพอใจให้พวกเขาได้ ดังนั้นลองถามตัวเองอีกครั้งว่าสิ่งที่คุณอยากขายสามารถเป็นคำตอบให้กับโจทย์นี้ได้หรือไม่

หากคุณคิดจะเริ่มต้นขายของออนไลน์ไปต่างประเทศ การค้นคว้าข้อมูลสินค้าทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือใกล้เคียงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยศึกษาทั้งสถิติการขายจากแพลตฟอร์มที่คุณสนใจ และแพลตฟอร์มใกล้เคียง นอกจากดูอันดับความนิยมแล้ว ควรหาข้อมูลในส่วนของคำค้นหาด้วย เริ่มจากลองคิดในมุมลูกค้า ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร จากนั้นลองค้นหาด้วยคำดังกล่าวแล้วดูว่าผู้ค้ารายอื่นที่สินค้าได้รับความนิยมใช้คำในลักษณะเดียวกันหรือไม่

อีกเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้ามคือในการขายของไปต่างประเทศนั้นบางครั้งปัจจัยในเรื่องวัฒนธรรม เทรนด์ การรับรู้แบรนด์ generation ของผู้บริโภคในประเทศ อาจส่งผลต่อผลการค้นหาสินค้า หรือแม้แต่ความพึงพอใจของลูกค้า คุณต้องไม่ลืมคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ก่อนคิดจะขายสินค้าในประเทศนั้นด้วย

ควรจะขายราคาเท่าไหร่

บางคนอาจคิดว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่คนตัดสินใจซื้อ และพยายามตั้งราคาให้ถูกที่สุดเพื่อหวังจะเปิดตลาดในต่างประเทศให้ได้ แต่หากทำแบบนี้มันดีต่อธุรกิจในระยะยาวจริงหรือ? ลองมองให้กว้างอีกนิดไปถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณว่าเขาเป็นคนแบบไหน มีพฤติกรรม ความคิดอย่างไร และคนเหล่านี้ให้คุณค่ากับสินค้าราคาถูกจริงหรือ

ขอยกตัวอย่างผู้บริโภคในญี่ปุ่นให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ แน่นอนว่าผู้บริโภคบางส่วนก็มองว่ารู้สึกคุ้มค่าที่ได้ซื้อของราคาถูก แต่การใช้กลยุทธ์ด้านราคากับสินค้าแบรนด์เนมนั้นดูจะให้ผลในทางลบกับแบรนด์ซะมากกว่า ด้วยความที่กลุ่มเป้าหมายเป็นคนมีฐานะซึ่งไม่นิยมซื้อสินค้าลดราคา เพราะรู้สึกว่าคุณค่าของสินค้าถูกลดทอนลงไปด้วย

นอกจากนี้แต่ละแบรนด์ยังสะท้อนภาพที่ต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับมุมมองของคนในประเทศนั้น ๆ จากการสอบถามการรับรู้ต่อแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นอย่าง UNIQLO ในมุมมองของคนสวีเดน คนที่ถูกสัมภาษณ์ยังคงมองว่า H&M ซึ่งเป็นแบรนด์ของสวีเดนเองเป็นแบรนด์ราคาประหยัด แต่ในขณะที่คนญี่ปุ่นกลับมองว่า UNIQLO ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศพวกเขามีการออกแบบที่เรียบง่าย เข้าถึงผู้ซื้อทุกคนได้ และมีมาตรฐานสินค้าค่อนข้างสูง

ดังนั้นแทนที่คุณจะตั้งราคาให้ถูกเข้าไว้ คุณควรขายในราคาที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่คุณต้องการสื่อกับผู้ซื้อในประเทศนั้น เพราะการตั้งราคาถูกเกินไปอาจส่งผลกับการจดจำภาพลักษณ์แบรนด์ จนทำให้เป็นการยากหากต้องการยกระดับสินค้าและราคาให้สูงขึ้นในอนาคต

4p-marketing

จะขายสินค้าที่ไหน

เริ่มพิจารณาจากประสบการณ์การซื้อของคุณเองในฐานะผู้บริโภค เวลาซื้อของแต่ละประเภทคุณมักจะซื้อได้ที่ไหน ร้านค้าออนไลน์ หรือ ไปที่หน้าร้าน และเมื่อไปที่หน้าร้านอะไรที่สามารถดึงดูดสายตาของคุณได้ และหากคุณเคยซื้อสินค้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ไปเที่ยวต่างประเทศคุณสังเกตเห็นอะไรจากพฤติกรรมของผู้ซื้อบ้าง

ในประเทศญี่ปุ่นที่แม้จะมีการใช้บัตรเครดิตอย่างแพร่หลาย ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะจับจ่ายด้วยเงินสด ในการซื้อสินค้าออนไลน์จึงมักมีตัวเลือกจัดเก็บเงินที่ปลายทางให้ลูกค้าที่ชอบจ่ายเงินสดได้เลือกด้วย

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะขายสินค้าออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ คุณต้องเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าของคุณด้วยว่าเขารู้สึกสะดวกที่จะซื้อผ่านช่องทางไหน รวมไปถึงตัวเลือกการชำระเงินตามที่ได้ยกตัวอย่าง เพราะถึงแม้ว่าสินค้าของคุณจะเป็นที่ต้องการแต่ลูกค้ากลับพบความยุ่งยากในขั้นตอนชำระเงินก็มีโอกาสที่จะเลิกซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านร้านค้าของคุณ แล้วหันไปหาร้านอื่นที่มีตัวเลือกหลากหลายกว่าก็เป็นได้

จะวางแผนโปรโมตอย่างไร

คุณอาจจะใช้การโปรโมตแบบเดียวกับการขายของที่ไทยไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าคนแต่ละประเทศอาจไม่ได้มีพฤติกรรมการซื้อแบบเดียวกัน เช่น แม่บ้านญี่ปุ่นที่ไม่เพียงแค่เช็คราคาสินค้าและโปรโมชั่นจากโบรชัวร์และสื่อโฆษณาต่าง ๆ แต่ยังเข้าไปเช็คราคาสินค้าผ่านคอนเทนต์ออนไลน์เพื่อดูว่าซื้อสินค้าจากที่ไหนจะได้ราคาที่คุ้มค่าที่สุด และจากตัวอย่างนี้ผมจึงขอย้ำอีกครั้งว่าการศึกษาลูกค้าของคุณให้ดีเป็นสิ่งจำเป็นมาก อาจจะดูจากผู้ค้าในประเทศนั้นว่าเขาใช้การโปรโมตแบบไหน ในส่วนของคำบรรยายสินค้าก็สำคัญ พยายามใช้สำนวนแบบคนท้องถิ่นให้ได้เพราะมีส่วนอย่างมากในการเรียกความสนใจจากลูกค้าให้เข้ามาชมสินค้าในร้านออนไลน์ของคุณ อีกเรื่องที่สำคัญคือการออกแบบร้านค้าให้มีทั้ง User Interface และ User Experiences ที่สร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีให้ลูกค้า (พูดง่าย ๆ คือ ออกแบบให้ดูดี ใช้งานง่ายและลื่นไหล) เมื่อลูกค้าชมสินค้าในร้านออนไลน์ได้ไม่มีสะดุดเขาก็อยากจะใช้เวลาเลือกดูสินค้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

โดยสรุปการจะเริ่มต้นขายออนไลน์ต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยเพราะเรามีเทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงช่องทางและตัวช่วยทำธุรกิจอย่างหลากหลาย แต่สิ่งที่ยากคือการจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหาคุณเจอและชื่นชอบในสินค้าของคุณมากกว่าของผู้ค้ารายอื่นที่ขายสินคาแบบเดียวกันบนช่องทางเดียวกัน 4P จึงเป็นหลักการตลาดที่สามารถเป็นไกด์ไลน์เปิดทางไม่ว่าคุณจะอยากเริ่มต้นธุรกิจอะไรก็ตาม

อีกหนึ่งตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้คุณมีเวลาไปโฟกัสการวางแผนธุรกิจมากขึ้น หมดกังวลเรื่องการดูแลสต็อกสินค้า เพียงคุณนำสินค้ามาส่งที่คลังเก็บสินค้า แล้วให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลและจัดเก็บให้ หากต้องการจัดส่งสินค้าก็เพียงส่งออเดอร์มาให้เจ้าหน้าที่ช่วยหยิบมาแพ็ค และจัดส่งผ่านตัวแทนชั้นนำที่คุณเลือกได้ทั้งเอกชนและไปรษณีย์ไทย จะส่งในประเทศหรือต่างประเทศก็ดำเนินการให้ได้ และทั้งหมดนี้คือบริการ Fulfillment ที่จะช่วยสนับสนุนให้คุณธุรกิจเติบโตได้ตามต้องการ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1]