preloder

ส่งออกสินค้าทำยากหรือไม่ รวมข้อสรุปคลายสงสัยฉบับเข้าใจง่าย

การส่งออกถือเป็นโอกาสในการเติบโตธุรกิจวิธีหนึ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจกันมาก และยิ่งเริ่มเปิดตลาดในประเทศที่กำลังซื้อสูงได้เป็นรายแรกๆ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเติบโตได้ไม่ยาก แต่บางท่านก็อาจจะกล้าๆกลัวๆ เนื่องจากยังไม่รู้ช่องทาง กลัวขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งหากได้ทำความเข้าใจดีๆแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิด มาเรียนรู้ขั้นตอนการส่งออกฉบับเข้าใจง่ายที่ทีมงานได้สรุปมาให้อ่านในบทความนี้ไปพร้อมกันครับ

การเลือกสินค้าและการผลิต

การเลือกสินค้าของผู้ส่งออกรายใหม่ควรทดลองกับสินค้าที่ไม่มากชนิดก่อน เน้นศึกษาถึงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสินค้า ทั้งในด้านกฏระเบียบข้อจำกัด การกำหนดโควต้า หรือการคุ้มครองในประเทศผู้นำเข้าให้ละเอียดก่อน ต้องมีความพร้อมในการออกแบบสินค้าหรือปรับปรุงสินค้าให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ
เนื่องจากผู้บริโภคในแต่ละตลาดย่อมมีรสนิยมและความต้องการที่แตกต่างกัน ต้องควบคุมสินค้าให้มีความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ผู้ซื้อ ดูว่าสินค้าที่เราจะขายนั้นสามารถผลิตเองได้ หรือต้องซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น หรือเป็นการจ้างผลิต ที่สำคัญมากๆอีกเรื่องคือควรเข้าใจหลักเกณฑ์ในการตั้งราคาเพื่อการส่งออกโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่าย และภาวะการแข่งขันในตลาดด้วย


ตรวจสอบว่าเป็นสินค้าของเราเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่

มีหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ และมีกฎหมายหรือระเบียบใดที่ควบคุมสินค้านี้อยู่ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ที่กระทรวงพาณิชย์ และนำข้อมูลที่ได้ไปทำการจดทะเบียน 3 แบบดังนี้
1. ผู้ประกอบการต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์เป็นนิติบุคคล ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
2. จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
3. จดทะเบียนตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้า ตามชนิดของสินค้าที่จำหน่าย เช่น ผลไม้สด หรือแช่แข็ง ต้องไปจดทะเบียนสวนผลไม้เพื่อการส่งออกที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, เครื่องสําอางที่ทํามาจากสมุนไพร ต้องมีใบอนุญาตผลิต จากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

การหาช่องทางในการจำหน่ายสินค้า

1.ออกงานแฟร์ตามประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเป้าหมายของเราวิธีนี้ทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก รวมถึงมีความเสี่ยง เพราะไม่ได้การันตีว่าเราจะขายของได้
2. เปิดเว็บไซต์ และหาลูกค้าโดยการโปรโมตสินค้าของเราทางอินเตอร์เน็ต หรือหาลูกค้าผ่านทางเว็บไซต์ International Trade เช่น ebay Alibaba Amazon เป็นต้น และหากต้องการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นเราก็สามารถทำการโฆษณาผ่านช่องทางเหล่านี้ได้ด้วย

ที่มา : Bangkok Post

การทำสัญญาซื้อขาย

เมื่อมีการเสนอราคาและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขาย หรือตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่าย จะทำสัญญาซื้อขาย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
– Proforma Invoice เป็นเอกสารที่ผู้ขายส่งให้ผู้ซื้อเพื่อเป็นการเสนอราคาและเงื่อนไขต่างๆ ในการขายสินค้า
– Purchase Order เมื่อผู้ซื้อตกลงตามราคา และเงื่อนไขใน Proforma Invoice แล้วจะส่งหนังสือการสั่งซื้อ (Purchase Order) มาให้ผู้ขายเพื่อเป็นการตอบรับและสั่งซื้อสินค้าตามราคา และเงื่อนไขดังกล่าว
– Sale Confirmation เป็นสัญญาการซื้อขาย ซึ่งผู้ขายส่งให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นการยืนยัน หรือตอบรับการสั่งซื้อนั้นอีก (ในทางปฏิบัติบางครั้งอาจไม่จำเป็นก็ได้)

การชำระเงิน

  1. การชำระเงินล่วงหน้า (Advance Payment)คือ ผู้ซื้อต้องชำระเงินหรือโอนเงินให้ผู้ขายก่อน แล้วผู้ขายจึงจะส่งสินค้าให้ โดยผู้ขายจะเป็นคนจัดทำเอกสารการส่งออกส่งให้ผู้ซื้อ แต่วิธีนี้ความเสี่ยงจะตกอยู่ที่ผู้ซื้อเพราะว่าจ่ายเงินไปแล้ว อาจได้สินค้าไม่ตรงสเป็ก จัดส่งช้า หรืออาจไม่ได้รับสินค้าเลย ซึ่งผู้ซื้อสามารถป้องกันได้โดยการให้ผู้ขายทำหนังสือค้ำประกัน
  2. การเปิดบัญชีขายเชื่อ (Open Account)คือ ผู้ขายต้องส่งสินค้าไปก่อน แล้วผู้ซื้อถึงจะชำระเงิน ผู้ขายจะเป็นคนจัดทำเอกสารการส่งออกส่งให้ผู้ซื้อ วิธีนี้ผู้ขายต้องแบกรับความเสี่ยงโดยตรงเพราะต้องส่งสินค้าไปก่อน แต่อาจได้รับเงินช้าหรือไม่ได้รับเงินเลยก็ได้ ซึ่งผู้ขายสามารถป้องกันความเสี่ยงด้วยการให้ผู้ซื้อทำหนังสือค้ำประกัน
  3. การชำระเงินโดยตั๋วเรียกเก็บ (Bill for Collection) 2 วิธีแรกผู้ซื้อและผู้ขายมีการติดต่อกันโดยตรงและใช้บริการธนาคารเรื่องการโอนเงินเท่านั้น แต่วิธีที่ 3 นี้ ผู้ขายจะนำเอกสาร Shipping มาฝากให้ธนาคารฝั่งผู้ขายส่งไปธนาคารฝั่งผู้ซื้อให้เป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้ซื้ออีกต่อหนึ่ง โดยธนาคารจะรับผิดชอบส่งมอบเอกสารให้ผู้ซื้อเมื่ออมีการส่งมอบเอกสารให้ผู้ซื้อเมื่มีการชำระค่าสินค้าให้ธนาคารก่อน
  4. เลตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of Credit หรือ L/C) คือตราสารที่ธนาคารออกให้กับผู้ขาย โดยการร้องขอหรือตามคำสั่งของผู้ซื้อว่าถ้าผู้ขายยื่นเอกสารครบถ้วนตามที่ L/C ระบุแล้วธนาคารก็จะจ่ายเงินทันที หรือตามระยะเวลาที่กำหนด โดยขั้นตอนคือผู้ซื้อจะไปขอให้ธนาคารเปิด L/C ไปยังผู้ขาย จากนั้นผู้ขายก็จะจัดส่งเอกสารเพื่อใช้ในการออกสินค้าให้ครบถ้วนตามที่ระบุใน L/C แล้วส่งมายังธนาคารผู้เปิด L/C เพื่อขอให้จ่ายเงิน
ที่มา : www.kasikornbank.com

พิธีการศุลกากร

คือขั้นตอนในการนำสินค้าเข้าหรือออกนอกประเทศ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้  อาจจะดำเนินการด้วยตัวเอง หรือใช้บริการ Shipping Agent เพื่อทำหน้าที่ส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ได้ โดยขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการศุลกากรมีดังนี้

ตรวจสอบสิทธิพิเศษ เนื่องจากสินค้าบางชนิดอาจมีข้อยกเว้นด้านภาษี หรือมีสิทธิพิเศษเมื่อส่งออก หากผู้ประกอบการยังไม่ทราบรายละเอียดก็สามารถตรวจสอบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรได้ที่กรมศุลกากร และใช้เอกสารต่างๆ ดังนี้

  1. ใบรับรองทางด้านความปลอดภัยและมาตรฐานสินค้า (ตามชนิดของสินค้า)
  2. ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เพื่อให้ผู้นำเข้าได้รับการลดหย่อนภาษี
  3. บริษัทขนส่ง (เรือบรรทุก หรือเครื่องบิน) พร้อมทำเรื่องการประกันภัยสินค้า
  4. วางแผนจัดการส่งออกตามเงื่อนไขที่ผู้ซื้อระบุไว้ในหนังสือสั่งซื้อสินค้า
  5. จัดทำเอกสารเพื่อผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งจะต้องมีเอกสาร เพิ่มเติม ได้แก่ ใบขนสินค้าขาออก, บัญชีราคาสินค้า, บัญชีรายละเอียดการบรรจุหีบห่อ (Packing List), คำร้องขอให้ในการตรวจสินค้าและบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์

ขั้นตอนอาจจะเยอะสักหน่อย แต่อาจจะเหนื่อยแค่ช่วงแรกเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ให้บริการส่งออกสินค้าที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณ โดยที่คุณไม่ต้องทำเองทุกขั้นตอน

สำหรับในขั้นตอนการจัดการออเดอร์ไม่ว่าจะงาน QC งานแพ็คของ Akita เองก็ยินดีที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการที่ออเดอร์ล้นจนจัดการเองไม่ไหว หากต้องการส่งออกสินค้าทางเราก็ช่วยประสานงานจัดส่งกับไปรษณีย์ไทยและเอกชนให้ได้เหมือนกัน

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!