preloder

เทคนิคจัดการสต็อกสินค้า สำหรับธุรกิจ Subscription Box

การเริ่มทำ Subscription Box นั้นคุณต้องใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจเป็นปีในการวางแผนธุรกิจตั้งแต่การสร้างแบรนด์ สร้างเอกลักษณ์ของสินค้า การดีไซน์รูปแบบ Packaging ซึ่งเป็นหนึ่งในงานที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ที่ถือเป็นงานที่ยากและท้าทาย เนื่องจากระบบจัดการสต็อกควรมีการอัปเดตสถานะทันทีที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้าในสต็อกเพื่อให้จำนวนสินค้าคงคลังถูกต้องอยู่เสมอ ป้องกันความผิดพลาดในการประมาณการจำนวนสินค้าที่ต้องเตรียมสั่งมาเพิ่ม

การคำนวณที่ผิดพลาดสามารถส่งผลโดยตรงถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการ การต้องเก็บรักษาสินค้าจำนวนมากหมายถึงการที่คุณต้องใช้ทรัพยากรในการดูแลที่มากขึ้น ทั้งพื้นที่ พลังงาน เวลา และกำลังคน ขณะเดียวกันการมีสินค้าคงคลังไม่เพียงพอจำนวนออเดอร์ส่งผลให้การทำงานล่าช้า ลูกค้าได้รับสินค้าช้ากว่ากำหนด สร้างความเสียหายให้ธุรกิจทั้งในแง่ยอดขายและโดยเฉพาะชื่อเสียงของแบรนด์

การจะสร้างระบบจัดการสต็อกที่มีประสิทธิภาพนั้น คุณต้องอาศัยการค้นคว้า เก็บข้อมูล และการทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพื่อปูทางไปสู่การวางแผนจัดการที่สอดคล้องกับตัวสินค้าและทิศทางของแบรนด์ให้ได้มากที่สุด และสำหรับ Subscription Box คุณสามารถเริ่มได้จากขั้นตอนพื้นฐานที่เรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

 

Subscription-Box_fulfillment-warehouse

ใช้ประโยชน์จาก Sales Forecasting

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะประมาณการยอดขายล่วงหน้าผ่านข้อมูลยอดขายช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความต้องการสินค้าในช่วงเวลานั้น (เช่น ร่มมักขายดีในหน้าฝน ช็อกโกแลตขายดีวันวาเลนไทน์) ซึ่งหากคุณมีข้อมูลที่จำเป็นเพียงพอก็ทำให้การคำนวณสต็อกสินค้าแม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มทำ Subscription Box มักจะยังไม่มีข้อมูลยอดขายเพื่อใช้ประมาณการจำนวนสต็อกสินค้าล่วงหน้า สิ่งที่คุณทำได้คือการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการตลาดที่คุณกำลังใช้งานอยู่ เช่น Social Media การทำแบบสำรวจออนไลน์ ซึ่งช่วยให้คุณได้มาซึ่งข้อมูลที่บอกความสนใจและแนวโน้มพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย Subscription Box ได้

 

Subscription-Box_inventory management

 

 

สั่งสินค้าในปริมาณที่คุณต้องการจริงๆ เท่านั้น

เป็นที่รู้กันว่าการสั่งสินค้าล็อตใหญ่ทำให้คุณได้สินค้าราคาเหมาจ่ายที่ถูกลง แต่ขณะเดียวกันการมีสินค้าจำนวนมากนั่นหมายถึงพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่ต้องเตรียมไว้รองรับเพิ่มขึ้นด้วย เกิดค่าใช้จ่ายในการจัดการที่เพิ่มขึ้นตาม ทั้งพลังงาน บุคลากร ถ้ามีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่องก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่เมื่อใดที่ออเดอร์เข้ามาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ คุณก็จะมีสินค้าคงคลังค้างสต็อกจำนวนมากและยังคงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสต็อกอย่างต่อเนื่อง ก่อนคิดจะยังสินค้าล็อตใหญ่ทีเดียวคุณควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเป็นไปว่าสินค้าเหล่านี้จะไม่เหลือค้างสต็อกนานเกินไป

 

วางแผนบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยหลักที่เจ้าของธุรกิจต้องคํานึงถึง คือ Shelf Life หรืออายุของสินค้า และ Safety Stock หรือสินค้าคงคลังขั้นตํ่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างจํานวนสินค้า และจํานวนสมาชิกของแต่ละธุรกิจ

การสร้างความสมดุลนั้นไม่มีสูตรตายตัว เนื่องจากแต่ละธุรกิจมีปัจจัยที่ต้องคํานึงแตกต่างกัน เช่น สินค้าที่มีวันหมดอายุ อย่าง อาหาร เครื่องสําอาง การประเมินจํานวนสมาชิกที่คาดว่าจะเพิ่มหรือลดเป็นสิ่งที่จําเป็นเพราะหากคํานวณผิดพลาด นั่นหมายถึงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ทั้งต้นทุนสำหรับดูแลสินค้าและต้นทุนที่เสียไปกับสินค้าที่เก็บค้างในคลังจนเน่าเสีย

หากมีแนวโน้มที่จะเกิดสินค้าคงคลังมากเกินไปตามที่กล่าวมา ผู้ประกอบการสามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการจัดส่งสินค้าคงคลังนั้นๆ เป็น Surprise Box ให้ผู้บริโภค หรือปะปนไปกับสินค้ายอดนิยมเพื่อให้สมาชิกได้ลองสินค้าใหม่ๆ นอกจากได้ระบายสินค้าแล้วยังได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ


Subscription-Box_fulfillment-warehouse

 

ใช้บริการ Outsource ที่มีระบบและมืออาชีพพร้อมช่วยงานได้ทันที

อีกหนึ่งทางลัดที่ช่วยให้คุณไม่ต้องวุ่นวายกับการจัดการสต็อก และการแพ็คของสำหรับ Subscription Box คือการส่งต่องานให้ผู้ให้บริษัทเอกชนที่มีบริการ Fulfillment Warehouse เข้ามาช่วยงานได้ทันที เพราะบริการเหล่านี้มีพร้อมทั้งระบบจัดการคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน และโปรแกรมจัดการสต็อกสินค้าที่อัปเดตสถานะสต็อกได้แบบเรียลไทม์ คุณจึงสามารถติดตามงานได้ทุกขั้นตอนผ่านโปรแกรมจัดการสต็อกสินค้าแม้ไม่ได้ลงมือทำเอง

ด้วยรูปแบบของ Subscription Box ที่ค่อนข้างจุกจิกในขั้นตอนการหยิบสินค้าและแพ็คลงกล่อง เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนจะได้รับสินค้าที่ต่างกันไปตามแพ็กเกจสมาชิกที่เลือก  การที่คุณใช้บริการ Fulfillment Warehouse จึงเป็นการดึงงานที่จุกจิกเสียเวลาส่วนนี้ออกไป อีกทั้งคุณยังเลือกปรับแต่งรูปแบบการแพ็คได้ตามต้องการ ที่สำคัญคือคุณสามารถประเมินค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ เพราะบริการ Fulfillment Warehouse มักมีความยืดหยุ่นในการคิดค่าบริการ โดยจะคิดตามการใช้งานจริงของคุณเท่านั้น  แน่นอนว่าคุ้มค่ากว่าคุณสร้างคลังทั้งหลังเองและแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องต้นทุนการจัดการตามที่เราได้กล่าวไปแล้ว

 

คลิก! เพื่ออ่าน >> รวมบทความ Fulfillment

 

อยากได้ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าแทนคุณ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มา

Source

Source

 

จำเป็นหรือไม่ที่ธุรกิจของคุณต้องใช้คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (ห้องเย็น)

คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ หรือ ห้องเย็น (Cold Storage) คืออะไร

เป็นคลังเก็บสินค้าที่มีการควบคุมอุณหภูมิให้มีความเย็นพอเหมาะที่จะเก็บสินค้าบางประเภท ที่ต้องเก็บในอุณภูมิต่ำเพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ทั้งนี้คลังสินค้าห้องเย็นจะมีระดับความเย็นตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสจนถึงติดลบ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่จัดเก็บ เช่น อาหารสด เครื่องสำอาง ยาหรืออาหารเสริม เป็นต้น

 

คุณจำเป็นต้องใช้คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิหรือไม่

สินค้าแต่ละประเภทมีข้อจำกัดในการจัดเก็บที่ต่างกัน หากเป็นเสื้อผ้า สินค้าที่ทำจากพลาสติก กระดาษหรือวัสดุที่ขึ้นรูปคงทน คุณสามารถเก็บได้ในห้องเก็บของหรือคลังสินค้าที่อุณหภูมิห้อง แต่หากเป็นอาหารเสริมบางชนิดระดับอุณหภูมิสามารถส่งผลโดยตรงกับคุณภาพสินค้า หากเก็บในคลังสินค้าที่อุณภูมิปกติและโดยเฉพาะในที่ที่อุณหภูมิสูงมีแดดส่องถึง สินค้าก็จะเสื่อมคุณภาพได้ง่าย

 

cold_storage_warehouse
ที่มา : www.indiamart.com

 

สร้างห้องเย็นเองหรือเช่า แบบไหนคุ้มกว่า

หากคุณเพิ่งเริ่มธุรกิจหรือทำธุรกิจขนาดเล็ก คุณอาจเลือกที่จะสร้างคลังสินค้าห้องเย็นและดูแลงานในคลังด้วยตัวเองหากมีพื้นที่และกำลังคนเพียงพอ แต่ถ้าคุณจำหน่ายสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในปริมาณไม่แน่นอนในแต่ละเดือน การสร้างคลังสินค้าห้องเย็นอาจเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า หรือถ้าคุณต้องการขยายกิจการ พื้นที่จัดเก็บสินค้าที่มีอยู่เดิมและคนงานอาจไม่เพียงพอที่จะดูแลงานที่ปริมาณมากขึ้น ซึ่งหมายถึงคุณต้องเพิ่มต้นทุนในการสร้างและจัดการคลังสินค้าห้องเย็น ซึ่งควบคุมต้นทุนการจัดการได้ยากในระยะยาว

ตัวอย่างสินค้าที่ควรเก็บในคลังควบคุมอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียสมีอะไรบ้าง

  • เครื่องสำอาง สกินแคร์ การเก็บในคลังควบคุมอุณหภูมิช่วยรักษาคุณภาพและคงอายุการใช้งานได้
  • ยา วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด นอกจากรักษาคุณภาพแล้วยังเป็นการป้องกันการปนเปื้อนด้วย
  • เทียนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นขี้ผึ้ง การเก็บในห้องเย็นช่วยป้องกันการปนเปื้อนและคงรูปผลิตภัณฑ์ซึ่งมีโอกาสละลายได้เมื่ออยู่ภายใต้อุณหภูมิที่สูงขึ้น

 

cosmetic_cold-storage_warehouse

 

คุณภาพสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณควรใส่ใจ หากคุณไม่ควบคุมขั้นตอนการจัดเก็บให้ดี ก็ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้นได้ หรือที่แย่กว่านั้นคือคุณส่งสินค้าที่ไม่มีคุณภาพไปถึงมือลูกค้าโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้บริโภค ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์

หากการจัดการคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากสำหรับคุณ หรือแม้แต่คุณเกิดความไม่มั่นใจที่จะต้องจัดการเองในระยะยาว เราขอแนะนำ Akita Warehouse บริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่ง ที่ไม่เพียงรับดูแลสินค้าในคลังปกติ แต่ยังมีคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ให้บริการ พร้อมระบบจัดการหลังบ้านที่คุณใช้เช็คสต็อกสินค้าได้ รวมถึงส่งต่อออเดอร์ที่ได้รับจากลูกค้ามาให้พนักงานของเราช่วยนำมาแพ็ค และจัดส่งให้ลูกค้าของคุณผ่านบริการขนส่งเอกชนชื่อดังและไปรษณีย์ไทย นอกจากควบคุมการทำงานและคุณภาพสินค้าได้แล้วคุณยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เพราะคิดค่าใช้จ่ายตามที่คุณใช้จริงเท่านั้น

 

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มา: source

 

เข้าหาผู้บริโภคจีนอย่างเข้าใจ สร้างกำไรธุรกิจส่งออกได้แน่นอน

ในขณะที่คุณอยากเริ่มส่งออกสินค้าไปจีน หนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่าลืมว่าคุณยังมีคู่แข่งเป็นนักธุรกิจรายอื่นที่จ้องจะฉวยโอกาสนี้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่คุณทำได้คือการเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด การรู้จักเพียงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั้ง Taobao Tmall Aliexpress JD.com ยังไม่เพียงพอที่จะให้คุณเริ่มธุรกิจได้ และอย่างที่รู้กันว่าจีนยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน การทำความเข้าใจผู้บริโภคจีนจึงต้องเรียนรู้ในทุกมุมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคของพวกเขาให้มากที่สุด

 

กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แล้วทำความเข้าใจพฤติกรรมที่ต่าง

กลุ่ม Gen Y (เกิดในช่วง 1980-1990) ที่มีศักยภาพในการซื้อ จะเป็นกลุ่มชั้นกลางที่ชื่นชอบความทันสมัย มีอำนาจซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในเมืองชั้นนำอย่างมหานครเซี่ยงไฮ้ และเมืองในฝั่งตะวันออกของจีนเพราะเป็นเมืองท่านำเข้าสินค้า ขณะที่เมืองชั้นรองที่อยู่ถัดเข้าไปก็ยังคงน่าเข้าไปเปิดตลาดเช่นกัน (เพราะจีนแผ่นดินใหญ่คนต้องกินต้องใช้จึงมีอยู่ทุกที่) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนแต่ละท้องที่จะมีความชอบและกำลังซื้อที่เหมือนกันทั้งประเทศ คุณจึงต้องวางแผนเจาะตลาดให้สอดคล้องกับคนในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย

อีกกลุ่มที่ไม่ควรมองข้ามคือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มประชากรสูงขึ้นเรื่อย ๆ (มูลค่าทางการตลาดก็สูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย) สถิติจาก Tmall เผยว่ามีลูกค้ากลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปเกือบ 30 ล้านคน โดยเฉลี่ยซื้อสินค้า 5,000 หยวน/ปี ลักษณะการซื้อมีทั้งลูกซื้อสินค้าสำหรับพ่อแม่ และพ่อแม่ซื้อสินค้าสำหรับลูกหลาน ซึ่งจะมีทั้งสินค้าสุขภาพและสินค้าแฟชั่น

 

export-china_sokochan

 

 

อยากขายได้ต้องสร้างความแปลกใหม่และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผู้บริโภคจีนชอบสินค้าที่แปลกใหม่ มีเอกลักษณ์ที่แสดงถึงลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น เช่น ผลไม้อบแห้ง ยาดม แผ่นปิดหลังบรรเทาปวดตราเสือ ยาอมตราตะขาบ 5 ตัว นมอัดเม็ดสวนจิตรลดา พูดง่าย ๆ คือมักเป็นสินค้าสำหรับอุปโภคและบริโภคที่ใช้แล้วหมดไปแต่ละวันหรือแต่ละเดือน อ่านถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปว่าคุณจะขายสินค้าที่ว่านี้ให้กับคนจีนได้ทุกคน โดยเฉพาะกับคนจีนชนชั้นกลางที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างสูง หรือเรียกได้ว่าเป็น “เศรษฐีใหม่” ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างฐานะ และมักจะใช้จ่ายเงินเพื่อปรนเปรอตนเองในแง่ความสะดวกสบาย เช่น บ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนจีนในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมไม่มีโอกาสได้รับ

 

ชีวิตขาดเงินสดได้ แต่ขาดอินเตอร์เน็ตไม่ได้

นี่คือคำนิยามใหม่ของวิถีชีวิตชาวจีนในเมือง ซึ่งธุรกิจไทยควรปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตของชาวจีนเป็นสิ่งที่ทำควบคู่กับการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น WeChat Weibo จนแทบจะแยกจากกันไม่ออกและการเข้าไปอ่านรีวิวสินค้าก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขามักเข้าไปดูบนโซเชียลมีเดีย ดังนั้นหากคุณอยากให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในหมู่คนจีนคุณต้องพาแบรนด์ไปแนะนำตัวผ่านช่องทางนี้ด้วย (การใช้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยริวิวแบ่งปันประสบการณ์การใช้ก็เป็นวิธีที่น่าสนใจไม่น้อย) สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ก็จะนิยมสั่งซื้อผ่านเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยม เช่น Taobao Tmall Aliexpress JD.com

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ดูจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผู้สูงอายุอีกต่อไป เนื่องจากการพัฒนาของสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชั่นบนมือถือ และการชำระเงินในรูปแบบ e-payment ผ่าน  Alipay WeChat Pay ที่ใช้งานสะดวก ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้ด้วยตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ชื่อดัง

 

export-china_mycloudfulfillment

 

เพราะใคร ๆ ก็ไม่ชอบของแพง ราคาขายต้องปรับให้เหมาะสม

อย่างที่พูดไปแล้วว่าผู้บริโภคจีนก็ชอบดูรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อไม่ต่างจากผู้บริโภคจากภูมิภาคอื่นบนโลกเช่นกัน ซึ่งรีวิวนั้นนอกจากจะดูเพื่อหาข้อมูลเรื่องคุณภาพแล้ว ก็จะเปรียบเทียบราคาควบคู่ไปด้วย อีกทั้งตลาดออนไลน์ในจีนมีการแข่งขันด้านราคาที่ค่อนข้างดุเดือด ดังนั้นเจ้าของธุรกิจต้องเปรียบเทียบราคากับสินค้าของคู่แข่งด้วยว่าคุณไม่ได้ตั้งราคาสูงกว่าท้องตลาดเกินไป หรือถ้าหากคุณเข้าไปเปิดตลาดจีนในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่ไม่ได้เปิดการขายด้วยตัวเอง แต่มีคนกลางที่นำสินค้าเข้าไปขายให้อีกที คุณก็ต้องกำหนดและควบคุมราคาสินค้าให้ชัดเจนตัวแทนจะกำหนดราคาตามใจชอบไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์นั่นเอง

 

เรียกได้ว่าการทำธุรกิจส่งออกต้องรู้รอบด้านและใส่ใจทุกขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด โดยเฉพาะการทำการตลาดเพื่อแข่งขันบนสมรภูมิการค้าที่ดุเดือด ดังนั้นถ้าอยากเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจของคุณเพิ่มขึ้นอีกระดับ ลองปรึกษาผู้ให้บริการ Fulfillment มืออาชีพ อย่างเช่น Akita Warehouse เพื่อให้มืออาชีพช่วยลดงานกินเวลาที่คุณไม่ต้องทำด้วยตัวเองก็ได้ ซึ่งก็คืองานบริหารสต็อก ที่เจ้าหน้าที่จะช่วยตั้งแต่ดูความเรียบร้อยของสินค้าก่อนเก็บเข้าคลัง จากนั้นก็ช่วยจัดเก็บให้ในคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน พอได้ออเดอร์สินค้ามาคุณก็ส่งต่อมาให้เจ้าหน้าที่คลังช่วยหยิบจากชั้นวางสินค้า มาแพ็คให้เรียบร้อย พร้อมจัดการส่งให้ลูกค้าของคุณ โดยเลือกได้ทั้งตัวแทนจัดส่งเอกชนรวมทั้งบริการของไปรษณีย์ไทย อยากส่งไปต่างประเทศก็ช่วยประสานงานให้ได้

 

 

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

ที่มา:

source1

source2

source3

บริการ EMS World ส่งพัสดุต่างประเทศโดยไปรษณีย์ไทย พร้อมอัปเดตใหม่แอปฯ Track & Trace

ก่อนแนะนำบริการ EMS World โดยไปรษณีย์ไทย ก็ขอเล่าเรื่องการอัปเดตแอปพลิเคชั่น Track & Trace  สำหรับติดตามสถานะสิ่งของเวอร์ชั่นใหม่ที่ไปรษณีย์ไทยได้ปล่อยให้ดาวโหลดไปใช้ตั้งแต่ 20 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา โดยสามารถใช้งานได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android

นอกจากจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ยังมีความพิเศษที่เพิ่มเข้ามาในเวอร์ชั่นใหม่นี้คือ รองรับการติดตามสถานะได้จำนวนมากในครั้งเดียว รวมทั้งการติดตามสถานะด้วยเลขที่ใบเสร็จ รองรับการเชื่อมต่อระบบผ่าน API เพื่อติดตามสถานะสิ่งของจำนวนมากได้สูงสุด 10,000 หมายเลขต่อวัน (อันนี้สำหรับสมาชิกระดับองค์กรนะครับ) ใครยังไม่มีแอปฯ ก็ลองไปดาวโหลดมาใช้งานกันได้เลยครับ

 

ทำความรู้จัก EMS World

ems-world

 

EMS World บริการส่งพัสดุไปต่างประเทศโดยไปรษณีย์ไทยกัน เรียกได้ว่าเป็นบริการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce ที่อยากโกอินเตอร์ ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว  EMS World ให้บริการจัดส่งสิ่งของด่วนระหว่างประเทศทางอากาศทั้งในรูปแบบ Document (เอกสาร) และ Merchandise (สิ่งของทั่วไป) สามารถจัดส่งที่น้ำหนักไม่เกิน 30 กิโลกรัม เหมาะกับสินค้าระดับพรีเมี่ยมและต้องการความเร่งด่วน ครอบคลุมพื้นที่ปลายทางกว่า 95 ประเทศ 

ในส่วนของราคานั้นคิดตามน้ำหนักที่ฝากส่งจริง ประเภท Document เช่น จดหมายเอกสารทางธุรกิจการค้า หรือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ และประเภท Merchandise เช่น ตัวอย่างสินค้า ของที่ระลึก หรือ ของขวัญ เป็นต้น โดยไม่คิดค่าบริการตามปริมาตรของกล่อง (Volumetric) ไม่มีค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

อีกทางเลือกแบบเหมาจ่ายกับบริการ EMS One Price

ems world ONE_PRICE  

เป็นบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ e-Commerce ให้สามารถส่งสิ่งของโดยใช้ซองหรือกล่องที่ไปรษณีย์ไทยจัดทำขึ้นตามขนาดและน้ำหนักที่กำหนด โดยบริการแบบเหมาจ่ายเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกและประหยัดในการส่งไปต่างประเทศด้วยราคาสุทธิไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) และค่าธรรมเนียมอื่นๆ

 

มั่นใจในบริการ ติดตามสถานะจัดส่งได้ 24 ชั่วโมง

track-and-trace-thaipost

 

EMS World ของไปรษณีย์ไทยช่วยดูแลสินค้าของคุณ ให้ถึงมือผู้รับต่างประเทศอย่างรวดเร็วปลอดภัย ด้วยมาตรฐานระดับสากล  ติดตามสถานะจัดส่งได้สะดวกสุด ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.thailandpost.co.th และแอปพลิเคชั่น Track & Trace เวอร์ชั่นใหม่ ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ตามที่เราได้พูดถึงไปแล้วในตอนต้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสถานะได้ในจำนวนมากต่อครั้ง มีระบบแจ้งเตือนแบบ Real Time ตรวจสอบสถานะด้วยเลขที่ใบเสร็จได้ เรียกได้ว่าถูกใจผู้ใช้ โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจแน่นอน

และที่สำคัญไปรษณีย์ไทยยังมีวงเงินชดใช้กรณีพัสดุสูญหาย เสียหาย ที่เกิดจากความผิดพลาดของไปรษณีย์ โดยจะชดใช้ตามมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 3,000 บาทสำหรับ Document และ 7,000 บาท สำหรับ Merchandise

 

จัดส่งรวดเร็วด้วยบริการ EMS World จากไปรษณีย์ไทยแล้ว ถ้าอยากเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจของคุณเพิ่มขึ้นอีกระดับ ลองปรึกษาผู้ให้บริการ Fulfillment มืออาชีพ อย่างเช่น Akita Warehouse ที่รับจัดการงานสต็อกช่วยคุณ ตั้งแต่นำสินค้าเข้าคลังสินค้าก็จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูความเรียบร้อยและจัดเก็บให้ในคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน หลังจากนั้นคุณก็แค่มีหน้าที่คุยกับลูกค้า พอได้ออเดอร์สินค้ามาก็ส่งต่อมาให้เจ้าหน้าที่คลังช่วยหยิบจากชั้นวางสินค้า มาแพ็คให้เรียบร้อย พร้อมจัดการส่งให้ลูกค้าของคุณ โดยคุณเลือกจัดส่งได้กับทั้งตัวแทนจัดส่งเอกชนรวมทั้งบริการของไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะส่งในประเทศ หรือ EMS World ทาง Akita ก็ช่วยประสานงานให้ได้

 

อยากได้ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าแทนคุณ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

ที่มา

thailandpost.co.th

Positioningmag.com

รับแพ็คสินค้าโดย Akita กับความพิเศษให้ลูกค้าประทับใจสุดๆ

บริการรับแพ็คสินค้าโดย Akita จะช่วยสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้อย่างไร ต้องบอกก่อนครับว่าการจะนำมาซึ่งสิ่งที่ว่าต้องมาจากการมอบสิ่งที่เหนือความคาดหมายให้ลูกค้า ซึ่งการแพ็คสินค้าในรูปแบบที่พิเศษกว่าเดิมก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณทำได้ แต่การที่คุณแพ็คสินค้าเองลำพังแค่ทำให้ทันส่งก็ยากแล้ว หากต้องมาแพ็คในรูปแบบที่พิเศษและสวยงามขึ้นอีก คงไม่ต้องทำงานอย่างอื่นที่ส่งเสริมธุรกิจกันแล้วครับ แล้ว Akita ช่วยแพ็คสินค้าแบบพิเศษที่คุณเลือก Customized ได้รูปแบบใดบ้าง เรามาดูตัวอย่างไอเดียไปด้วยกันครับ

 

ห่อด้วยกระดาษหลากสีก่อนแพ็คสินค้าลงกล่อง

ถ้าสินค้าของคุณไม่ได้แพ็คใน Packaging สวยงาม แทนที่จะแพ็คในถุงพลาสติกใสธรรมดา การใช้กระดาษสีสันสดใสหรือมีลวดลายห่อสินค้าเข้าไป ผูกริบบิ้นตกแต่งอีกสักหน่อยก็ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สินค้าดูมีมูลค่าขึ้นมาได้

 

ฟิลเลอร์กันกระแทกก็ช่วยเพิ่มสีสันได้

 

customized packing-fulfillment
รูปจาก eBay

 

เจ้าของร้านหลายท่านคงมีการห่อบับเบิ้ล กระดาษ หรือ ใช้โฟมกันกระแทกแบบต่าง ๆ ช่วยในการป้องกันความเสียหายก่อนแพ็คสินค้าลงกล่องพัสดุอีกทีกันอยู่แล้ว แต่แทนที่คุณจะขยำกระดาษเป็นก้อนแล้วยัดกล่องเพื่อกันกระแทก คุณสามารถนำมาตัดเป็นเส้นสวย ๆ (หรือซื้อที่เขาทำขายแบบสำเร็จรูปก็ได้)  หรือแม้แต่ใช้ฟิลเลอร์กันกระแทกที่ทำจากไม้ที่ให้ความรู้สึกละมุน อบอุ่น เป็นธรรมชาติ แก่ผู้รับ

 

แอบย้ำแบรนด์ด้วยสติ๊กเกอร์โลโก้

นอกจากคุณจะใช้กระดาษสวย ๆ ห่อก่อนแพ็คสินค้าลงกล่องแล้ว คุณสามารถปริ๊นต์สติ๊กเกอร์ที่เป็นโลโก้ร้านของคุณมาปิดผนึกด้านหน้า หรือ ติดการ์ดขอบคุณลูกค้าบนสินค้าที่จะแพ็ค ถือเป็นการโฆษณาแบรนด์ไปในตัว ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการสั่งผลิดกล่องหรือ Packaging เป็นลวดลายต่างๆได้

 

การ์ดขอบคุณลูกค้าพร้อมข้อความดี ๆ หรือส่วนลดโดน ๆ

 

customized packing fulfillment
รูปจาก : sevenprint

แนบการ์ดขอบคุณ หรือ นามบัตรพร้อมโปรโมชั่นลงในกล่องแพ็คสินค้า ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าช่วยให้ลูกค้ามีโอกาสกลับมาซื้อกับเราอีก  รวมทั้งแค็ตตาล็อกสินค้า ใบปลิวโปรโมตต่าง ๆ และคู่มือวิธีการใช้งานสินค้าก็สามารถแนบไปในกล่องแพ็คสินค้าได้

 

แถมของขวัญพิเศษ หรือ สินค้าทดลอง

คุณอาจใส่ของแถมไปกับกล่องแพ็คสินค้าสำหรับลูกค้าประจำ ลูกค้าที่ซื้อจำนวนมาก แถมสินค้าขนาดทดลองที่อาจใช้คู่กับสินค้าที่ลูกค้าซื้อได้ (เช่น ซื้อแชมพูแถมครีมนวด) หรือสินค้าที่เพิ่งเปิดตัว ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ นอกจากสร้างความประทับใจที่ได้ของแถมแล้วก็เป็นโอกาสในการได้ขายสินค้าเพิ่มหากลูกค้าลองใช้แล้วชอบ

 

ปิดผนึกกล่องสินค้าด้วยกระดาษกาวที่มีลวดลายสวยงาม

customized packing fulfillment

แม้แต่กระดาษกาวปิดผนึกก็ช่วยให้การแพ็คสินค้าดูพิเศษขึ้นได้ ลองเปลี่ยนจากเทปกาวใส หรือ กระดาษกาวสีทึบ ๆ มาเป็นกระดาษกาวที่คุณผลิตเองสิ โดยอาจนำโลโก้มาทำเป็นลวดลายตกแต่ง หรือ หากคุณมีตัวการ์ตูนมาสคอตของแบรนด์และเอามาทำเป็นลวดลายบนเทปกาวก็ช่วยยกระดับความน่ารักให้กล่องพัสดุของคุณได้อีก

 

ไม่ยากเลยใช่ไหมครับสำหรับไอเดียที่เรายกตัวอย่างวันนี้ แต่อาจเป็นเรื่องวุนวายสำหรับคนที่ออเดอร์เข้าเยอะต่อวันแน่นอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานส่งงาน Fulfillment มาให้ Akita ช่วยผ่อนงานหนักให้เป็นเบา เพียงคุณนำสินค้ามาเก็บที่คลังเราช่วยจัดการงานสต็อกให้ เมื่อคุณส่งออเดอร์มาทางระบบ เรารับแพ็คสินค้าแบบ Customized ให้ได้หลากหลายรูปแบบ (**ทั้งนี้ราคาก็จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบการแพ็คนะครับ ของแถมหรือสิ่งที่คุณต้องการให้เราแนบในแพ็คสินค้า รวมทั้งวัสดุพิเศษที่ใช้ในการห่อบางอย่างลูกค้าต้องเป็นคนจัดเตรียมให้เรา) เมื่อจัดการแพ็คสินค้าเรียบร้อย เรายังช่วยคุณส่งสินค้าถึงลูกค้าผ่านผู้ให้บริการจัดส่งทั้งไปรษณีย์ไทยและเอกชนได้

 

อยากได้ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าแทนคุณ

ขอคำแนะนำจาก Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ไขข้อสงสัย Fulfillment เมื่อคุณไม่ต้อง เก็บ แพ็ค ส่งสินค้าเอง มันดีอย่างไร

บริการ Fulfillment ที่จะมาทำหน้าที่ เก็บ แพ็ค ส่งสินค้าแทนคุณมีความจำเป็นแค่ไหน? หากคุณเกิดคำถามที่ว่านี้แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจกระบวนการทำงานจนเกิดความไม่แน่ใจนี้ขึ้นมา หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือคุณยังรู้สึกว่างานเก็บ แพ็ค ส่งสินค้า ยังไม่หนักพอที่คุณจะต้องขอความช่วยเหลือจากใคร และสิ่งที่เราอยากถามคุณบ้างก็คือ คุณวางแผนบริหารงานระยะยาวไว้อย่างไรเมื่อถึงเวลาที่กิจการของคุณเติบโตขึ้นกว่าเดิม? เมื่อคุณนึกคำตอบได้แล้ว (หรือยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) มาดูกันว่าจุดเด่นของบริการ Fulfillment สอดคล้องกับคำตอบที่คุณคิดไว้ไหม หรือให้ผลอะไรที่คุณยังคาดไม่ถึงเพิ่มเติมหรือไม่

 

ไม่ต้องเก็บสินค้าและดูแลจัดการคลังสินค้าเอง

 

Fulfillment_keep-send-pack

 

เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหลายรายมักจะเริ่มจากการเก็บสินค้าเองในพื้นที่ที่เราแป็นเจ้าของอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ห้องเก็บของ ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่โรงจอดรถ ซึ่งแน่นอนครับว่าต้องสร้างความลำบากให้การใช้ชีวิตพอสมควร พื้นที่เองก็อาจไม่ค่อยเหมาะสมกับการจัดเก็บสินค้าในระยะยาว มีข้อจำกัดในด้านพื้นที่ที่ทำให้จัดการงานได้ลำบาก หากคุณตัดสินใจเช่าตึกหรือลงทุนสร้างคลังเก็บสินค้าเองปัญหาที่คุณอาจต้องเจอก็คือความไม่แน่นอนของจำนวนออเดอร์ในแต่ละช่วง เนื่องจากสินค้าบางประเภทไม่ได้เป็นที่ต้องการตลอดปีและขายได้ตามฤดูกาลเท่านั้น ดังนั้นคุณต้องมั่นใจว่าคุณมีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอในช่วงที่ต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก นั่นแปลว่าคลังสินค้าต้องมีพื้นที่ใหญ่พอสมควร (อาจต้องเช่าพื้นที่เพิ่มหรือขยายพื้นที่คลัง) ในขณะที่ถึงช่วงสินค้าขายได้น้อยลงต้องลดจำนวนสินค้าที่สต็อก คุณก็ยังคงต้องรับผิดชอบค่าเช่าเท่าเดิมเพื่อเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่

 

ไม่ต้องวุ่นวายกับการแพ็คสินค้าแล้วยังต้องจัดส่งเอง

งานแพ็คสินค้าเป็นงานที่ดูเหมือนง่าย แต่ก็จุกจิกและต้องใช้เวลาพอสมควร ไหนจะต้องเตรียมกล่องขนาดต่าง ๆ สำหรับสินค้าคนละประเภท ต้องห่อกันกระแทก ยิ่งสินค้าที่แตกหักง่ายยิ่งต้องใช้เวลาห่ออย่างพิถีพิถัน ปิดผนึก แปะป้ายชื่อที่-อยู่ลูกค้า และยังต้องออกไปจัดส่งสินค้าเองอีก หรือหากคุณมีคลังสินค้าเองจ้างคนมาช่วยดูแลงานคุณก็ต้องรับผิดชอบค่าใช่จ่ายแฝงในช่วง Low Season ที่ขายสินค้าได้น้อยลง แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายพนักงานเท่าเดิม หรือช่วง High Season ที่ต้องหาพนักงานเพิ่ม และต้องเตรียมรับมือกับความยุ่งยากบางอย่าง เช่น เสียเวลาสอนงานในช่วงแรก งานเสร็จช้ากว่ากำหนดเพราะพนักงานใหม่ยังทำงานได้ช้า โอกาสผิดพลาดจากความไม่ชำนาญ และความน่าเชื่อถือของพนักงานใหม่เอง

 

เจ้าของธุรกิจมีเวลาไปโฟกัสงานสำคัญอื่น ๆ มากขึ้น

 

Fulfillment_keep-send-pack

 

ยิ่งธุรกิจเติบโตมากเท่าไหร่ สิ่งที่เพิ่มตามก็คืองาน Fulfillment ซึ่งหากคุณจัดการเองคุณก็ต้องแบ่งเวลาให้งานส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แทนที่คุณจะมาจัดการสต็อกเอง แพ็ค ส่งสินค้าเอง คุณควรเอาเวลาไปทำงานด้านอื่นที่ช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ สร้างแบรนด์ วางแผนการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (อย่าลืมนะครับว่าต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่สูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าที่รักในแบรนด์ของคุณแล้ว) รวมทั้งการบริหารงานส่วนอื่นซึ่งผู้บริหารอย่างคุณเท่านั้นที่ทำได้ ดังนั้นการส่งต่องานเก็บ แพ็ค ส่ง ที่คุณไม่จำเป็นต้องรับภาระเป็นงานหลักประจำวัน ให้บริษัทผู้ให้บริการ Fulfillment ทำหน้าที่ดูแลงานนี้เป็นหลักแทนคุณดีกว่า

 

ลดข้อจำกัดด้านการขนส่งและจัดส่ง

หากคุณอยู่ต่างจังหวัดหรือพื้นที่ที่การเดินทางลำบากย่อมส่งผลถึงการลำเลียงสินค้าเข้าไปจัดเก็บที่คลังสินค้า รวมทั้งการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าของคุณ แต่ถ้าคุณใช้บริการ Fulfillment ที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ ระบบการจัดการ เครือข่ายหรือพาร์ทเนอร์ที่ช่วยดำเนินการด้านการขนส่ง คุณก็สามารถจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดส่งรวดเร็วเป็นไปตามกำหนด สามารถควบคุมและประมาณการค่าใช้จ่ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดระยะทางในการขนส่งที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งได้

 

บริหารงานอย่างเป็นระบบยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยีของผู้ให้บริการ Fulfillment

Fulfillment_keep-send-pack

 

แม้คุณจะส่งต่องาน เก็บ แพ็ค ส่ง ให้คนอื่นทำแทน คุณก็ยังคงตรวจสอบการทำงานได้ผ่านระบบจัดการคลังสินค้าที่ผู้ให้บริการ Fulfillment ให้คุณเข้าถึงการทำงานแต่ละขั้นตอนได้แม้ไม่ได้ทำงานอยู่ที่คลังสินค้าด้วยตัวเอง ทั้งการเช็คสต็อก เช็คสถานะการทำงานในขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่คุณส่งออเดอร์เข้าไปที่คลังสินค้า ให้พนักงานช่วยหยิบ (ส่วนมากมักเช็คผ่านระบบได้ด้วยว่าหยิบสินค้ามาถูกต้องตามออเดอร์หรือไม่) แพ็คสินค้า ไปจนถึงจัดส่ง รวมทั้งการจัดการสมาชิกในกรณีที่คุณมีระบบตัวแทนจำหน่าย

 

อยากได้ผู้ช่วยทำงานหลังบ้านตั้งแต่ดูแลสินค้าในสต็อก แพ็ค และจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าแทนคุณ

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

 

ที่มา: www.shipbob.com

Social Media ช่วยหนุน E-commerce อย่างไร ในวันที่พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าผู้บริโภคมักจะศึกษาข้อมูลให้แน่ใจในตัวสินค้าเสียก่อนและโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การเข้าถึงข้อมูลนั้นง่ายมาก ไม่เพียงแค่หาข้อมูลเองผ่านสื่อออนไลน์ แต่พวกเขายังมองหารีวิวจากผู้บริโภครายอื่นๆ เพื่อย้ำความน่าเชื่อถือ

จะมีช่องทางไหนกันที่พวกเขาจะรับข้อมูลที่มาจากการบอกต่อในกลุ่มเพื่อนถ้าไม่ใช่ Social Media ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไปแล้ว หลายๆองค์กรธุรกิจเองก็เลือกใช้ Social Media เป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้าเช่นกัน เพราะพวกเขาได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เมื่อมีเรื่องเร่งด่วนก็สื่อสารได้รวดเร็วขึ้นด้วย  นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ Social Media กับการทำธุรกิจเท่านั้น มาดูกันว่าในระยะยาว Social Media จะช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไรบ้าง

 

 

ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าตัวจริง (Leads)

จากการที่องค์กรธุรกิจและร้านค้ามักจะมีการเก็บข้อมูลและช่องทางติดต่อลูกค้าผ่านการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ อยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังนำมาใช้ประโยชน์ในการทำโฆษณาออนไลน์ไปหาคนกลุ่มนี้ได้ หรือถ้าอยากกรอง Lead ให้มีคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคือลูกค้าตัวจริงที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าของคุณสูงมาก ก็สามารถทำโฆษณาที่มีการ personalized หรือใส่ตัวแปรด้านความสนใจต่างๆ เข้าไป เพื่อเจาะกลุ่มคัดเฉพาะคนที่สนใจในเรื่องนั้นจริงๆ

 

ช่วยให้ร้านค้าปิดการขายได้เร็วขึ้น

การมี Social Media เป็นอีกหนึ่งช่องทางการขาย ช่วยให้คุณปิดการขายได้เร็วขึ้นอย่างไร? ก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อก็มักจะหาข้อมูลก่อนซื้อ อาจจะใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ซื้อ เมื่อจุดเด่นของ Social Media คือการสื่อสารกันได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้จึงเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้าลงได้ โดยการที่คุณให้แอดมินร้านค้าคอยสังเกตการณ์และตอบคำถามลูกค้าให้เร็วที่สุดเมื่อมีข้อสงสัยเข้ามา และหากมีการคอมเมนต์ การกล่าวพาดพิงถึง แบรนด์แอดมินก็สามารถเข้าไปช่วยตอบคำถาม นำเสนอสินค้าในคอมเมนต์นั้นได้ เมื่อลูกค้ารู้ในสิ่งที่สงสัยเร็วขึ้น ก็ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น

 

 

ช่วยสร้างการรับรู้ กระจายชื่อเสียงให้แบรนด์

เมื่อ Social Media คือช่องทางยอดนิยมที่คนยุคปัจจุบันใช้รับข่าว เราก็ใช้เป็นช่องทางสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์ได้ ก่อนอื่นเราต้องศึกษาว่ากลุ่มลูกค้าของเรากระจายตัวอยู่บนแพลตฟอร์มไหนบ้าง จากนั้นเราก็เลือกทำคอนเทนต์ขายสินค้าและนำเสนอในแบบที่ “ถูกจริต” ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย และสามารถสื่อสารความเป็นแบรนด์ของเราให้คนจดจำได้ สามารถเลือกทำคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบตามเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่คุณอยากนำเสนอ เช่น บทความสำหรับให้รายละเอียดข้อมูล มีมสำหรับสร้างอารมณ์ร่วมด้วยภาพและข้อความสั้นๆ คอนเทนต์ Real-time โดยอาจจะเป็น LIVE หรือภาพโพสต์ต่างๆที่พูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจ เป็นต้น นอกจากสร้างการรับรู้หรือ Awareness แล้ว ยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมจากคนที่เข้ามาติดตาม และอย่าลืมให้ความสำคัญกับการขอรีวิวออนไลน์จากลูกค้าเพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในแบรนด์ด้วย

 

รักษาลูกค้าไม่ให้หนีไปไหน

การรักษาลูกค้าไม่ให้หายไปไหน นั่นคือการทำให้เขากลับมาซื้อกับเราต่อเนื่องไม่ใช่แค่ซื้อครั้งเดียวแล้วหายไป ทำได้โดยการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เริ่มจากการที่คุณต้องทำให้เขาเห็นหน้าบ่อยๆ ซึ่งก็กลับไปที่เรื่องการทำคอนเทนต์และการสื่อสารพูดคุยกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ท่องไว้เสมอว่าการสร้างลูกค้าใหม่ยากกว่าการรักษาลูกค้าเก่าไว้แน่นอน เพราะลูกค้าเก่ารู้จักและเชื่อถือคุณในระดับหนึ่งแล้วสิ่งที่คุณต้องทำจึงมีเพียงแค่การให้บริการที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย ต่างกับคนที่ยังไม่เป็นลูกค้าที่คุณต้องใช้สารพัดวิธีชักชวนให้เขาหันมาสนใจแถมใช้ต้นทุนสูงกว่าด้วย

 

 

โดยสรุปแล้วการทำธุรกิจ E-commerce ยุคใหม่จึงหนีไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวโดยใช้ Social Media เป็นตัวช่วย เมื่อพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนคุณก็ต้องปรับวิธีการเข้าหาลูกค้า และไม่เพียงการสื่อสารเท่านั้น การบริหารจัดการงานภายในร้านของคุณก็ต้องรักษาประสิทธิภาพให้ดีด้วย เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ในทุกครั้งที่ซื้อ รวมถึงรู้จักใช้เทคโนโลยี หาผู้ช่วยที่ไว้ใจได้มาช่วยงานและแบ่งงานให้กับคนที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม

 

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

 

ที่มา : www.krusecontrolinc.com

4 เทคนิคดึงลูกค้าบน Online Marketplace มาเป็นของเรา

ในยุคที่ใครก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายๆ นั้น หนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมก็คือการมีแพลตฟอร์ม Online Marketplace ที่ออกแบบให้ใช้งานระบบได้ง่าย เงื่อนไขการเป็นสมาชิกก็น้อย แถมมีฟังก์ชั่นส่งเสริมการตลาดช่วยร้านค้าโปรโมตสินค้าที่บางครั้งเจ้าของแพลตฟอร์มก็ใจดีเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทำการตลาดให้ฟรีๆด้วย

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดร้านค้าเข้าไปร่วมทำธุรกิจ แต่รวมถึงลูกค้าที่ถูกดึงดูดเพราะส่วนลด และความสะดวกสบาย แน่นอนว่าร้านค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ที่ไม่ได้เติบโตบน Online Marketplace ตั้งแต่แรกต่างก็ได้รับผลกระทบจากที่โดนเจ้าใหญ่แย่งตลาดไป ซึ่งการจะหาทางสู้เพื่อแย่งตลาดคืนมานั้นแทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ถ้าคุณเป็นเพียงบริษัทเล็กๆที่ไม่ได้มีทุนหนาหรือมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งพอ เมื่อล้มไม่ได้ก็ต้องปรับตัวโดยใช้ Online Marketplace เป็นทางลัดเติบโตธุรกิจของคุณซะเลย ซึ่งทำได้ดังนี้

 

 

ใช้ Online Marketplace เป็นอีกช่องทางเพิ่มโอกาสขาย

นอกจากมีเว็บไซต์หรือเปิดร้านบน Social Media Platform แล้ว การเปิดร้านบน Online Marketplace ก็เหมือนเป็นการขยายสาขาร้านออกไปยังพื้นที่อื่นที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซึ่งพร้อมจะซื้อสินค้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเปิดร้านบน Marketplace ที่ตัวระบบจะมีการแนะนำร้านเปิดใหม่บนหน้าแรกหรือร้านที่ขายสินค้าที่ใกล้เคียงกับประวัติการค้นหาของลูกค้าขึ้นมาแนะนำ ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ามองเห็นเราได้มากขึ้น หากพิจารณาในแง่ Customer Journey ลูกค้ามี Awareness ในสินค้าของคุณได้ผ่านหลากหลายช่องทาง เช่น รู้จักร้านคุณผ่านการแชร์ต่อบน Social Media Platform เมื่อสนใจในสินค้า พวกเขาก็ต้องการพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มในเว็บไซต์ แล้วไปจบที่การตัดสินใจสั่งซื้อผ่านหน้าร้านบน Online Marketplace ก็เป็นได้ ดังนั้นยิ่งมีช่องทางการขายหลายทางก็ยิ่งได้เปรียบ

 

 

ขายความสะดวกสบายที่เราให้ได้มากกว่า

แม้ว่าจะอยู่บน Online Marketplace แพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ละร้านค้ากลับมีตัวเลือกในการจัดส่งที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการส่งฟรีผ่านตัวแทนทั้งแบบธรรมดาหรือส่งด่วน ร้านเราสามารถเพิ่มทางเลือกที่มากกว่าโดยการให้ลูกค้าไปรับสินค้าที่หน้าร้านได้ (หรือแม้แต่การนัดรับตามสถานที่ต่างๆ) ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าที่อยากได้สินค้าเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ได้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจริงก่อน (แถมคุณยังได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย)

 

 

 

ที่มา : openbusinesscouncil.org


ถือโอกาสโปรโมตร้านบน
Marketplace 

ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้เรื่อง Customer Journey ที่ลูกค้าสามารถเกิด Awareness กับร้านเราได้จากหลายช่องทาง การมีร้านบน Online Marketplace เป็นอีกที่ที่สร้าง Awareness ให้เราได้ ซึ่งหากลูกค้ารู้จักเราแล้วชอบก็อาจไปติดตามบน Social Media หรือ Website ของเราอีกที โดยพวกเขาอาจนำชื่อร้านไปค้นหาต่อเองหรือเห็นช่องทางติดต่อจากที่เราใส่ไว้ในส่วนข้อมูลบนหน้าโปรไฟล์ร้านใน Online Marketplace ไม่เพียงแค่ช่องทางออนไลน์ หากคุณมีหน้าร้านก็สามารถเพิ่มโลเคชั่นลงไปด้วยได้เพื่อให้ลูกค้าที่อยากลองสินค้าจริงสามารถมาเลือกสินค้าที่ร้านได้  (พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับเทรนด์การซื้อขายแบบ Omni-Channel ที่ลูกค้าจะหาข้อมูลออนไลน์ก่อนจะเลือกชมสินค้าจริงและตัดสินใจซื้อนั่นเอง)

 

 

 

รู้จักใช้ประโยชน์จากการทำการตลาดบน Marketplace

ตามที่เรามักจะเห็นอยู่บ่อยๆ (แทบจะทุกเดือนเลยก็ว่าได้) ที่ Online Marketplace มักกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ต่างๆ ออกมายั่วใจนักช็อป บางแพลตฟอร์มก็ใจป้ำช่วยออกค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดให้บรรดาร้านๆฟรีๆกันไปเลย เรียกได้ว่าแฮปปี้ทั้งเจ้าของร้านที่ได้ประหยัดงบการตลาดและลูกค้าที่ได้ซื้อของถูก หากเรามีร้านบน Online Marketplace ก็ควรใช้โอกาสนี้ในการโปรโมตร้านและสร้างยอดขายได้ ขณะเดียวกันเราก็สามารถเรียนรู้และนำแนวทางการทำการตลาดของ Online Marketplace มาเป็นแนวทางทำกี่ตลาดของเรา เช่น ดูว่าโปรไหนลูกค้าชอบ ช่วงวันและเวลาใดที่ควรทำหรือหลีกเลี่ยงการจัดโปรโมชั่น หรือแม้แต่เพิ่มลูกเล่นให้โปรโมชั่นร้านเราน่าดึงดูดกว่าของเขา

 

อีกเคล็ดลับที่ขอฝากทิ้งท้ายคือการมีระบบ Fulfillment ที่ช่วยจัดการงานสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากที่ Online Marketplace หลายๆ เจ้าพยายามพัฒนาระบบ Fulfillment ของตัวเองให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพเพราะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ซื้อขายที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งร้านของเราก็สามารถนำแนวคิดนี้มาพัฒนาระบบ Fulfillment ของเราเองได้เหมือนกัน ซึ่งคุณอาจจะมีคลังสินค้าและสร้างระบบด้วยตนเองหรืออีกทางเลือกคือการใช้บริการจากบริษัทเอกชนที่มีความพร้อม ให้ช่วยดูแลงาน Fulfillment แทนเรา

 

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

4 เทคนิค ช่วยประหยัดงบโฆษณา Facebook ได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

การกำหนดงบโฆษณา Facebook อาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกำหนดได้ยาก ไม่มีสูตรตายตัวเนื่องจากวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณา ประเภทคอนเทนต์ งบประมาณที่ต่างกัน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทำให้นักทำโฆษณาไม่สามารถใช้วิธีเหมือนกันได้ซะทีเดียวต้องอาศัยประสบการณ์ การรู้จักพลิกแพลง การสังเกต ปรับปรุงจนกระทั่งมีแนวทางเป็นของตัวเอง และความรู้ที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้ก็เป็นเทคนิคที่คุณสามารถนำไปลองใช้และพลิกแพลงจนได้แนวทางในการทำโฆษณาให้ประหยัดขึ้นได้เช่นกัน

 

ปรับปรุง Ad ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละ Placement

 

ในช่วงเริ่มต้นของการทำโฆษณาเราควรเลือกให้โฆษณาไปแสดงบนทุก Placement ปล่อยให้แคมเปญได้ทำงานสักพักแล้วกลับมาดูผลที่ฟังก์ชั่น  Breakdown อีกครั้งว่า Placement ใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ซึ่งคุณดูได้ด้วยว่าโฆษณาของคุณถูกมองเห็นผ่านช่องทางใดมากที่สุด (desktop mobile app หรือ mobile web)

 

 

หากคุณ Optimized โฆษณาโดยเหลือไว้แค่ Placement ที่ให้ผลดีที่สุดเท่านั้น แล้วตัด Placement อื่นๆ ที่ราคาแพงกว่าและให้ผลลัพธ์น้อยกว่าออก เท่ากับเป็นการจำกัดยอด Reach รวมถึงผลลัพธ์ที่อาจทำได้ดีขึ้นหากปล่อยให้แคมเปญทำงานอีกสักระยะก็เป็นได้  แทนที่จะตัด Placement ออกไปเลย คุณสามารถสร้าง ad ที่ต่างกันสำหรับใช้กับแต่ละ Placement โดยเฉพาะ การทำแบบนี้นอกจากจะเป็นการ Optimized ที่ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้คุณได้พิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจตัด Placement ใดๆ ออกไปเลย

 

 

ทดลองใช้การ Bid หลายๆ แบบ

แม้ว่า Facebook จะมีวิธี bid ให้เลือก 4 แบบ แต่การเลือก Objective และ Ad Delivery ของคุณอาจไปจำกัดตัวเลือกในการ Bid ได้ ถ้าไม่อยากให้ตัวเลือกน้อยลงคุณสามารถสร้างโฆษณาโดยเลือก Objective เป็น Conversion ซึ่งให้ทางเลือกในการ Bid  มากขึ้น จากนั้นไปที่ส่วน Optimization for Ad Delivery เลือกเป็น Conversions

 

 

ส่วนของ Bid Strategy ที่อยู่ถัดไป หากคุณเลือกเป็น Bid Cap ที่ช่วยให้คุณใช้งบไปกับ Impression และ Click ที่ถูกที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการตัดโอกาสการมองเห็นจากกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงไปด้วย ส่งผลไปถึง Click Through Rate และ Relevance Score ได้ แต่ถ้าคุณเลือกการ Bid  เป็น Target Cost เป็นการเพิ่มโอกาสให้โฆษณาถูกแสดงบน Placement ที่มีคุณภาพขึ้น ในขณะที่งบประมาณจะมีค่าเฉลี่ยที่คงตัว การได้ Placement ที่ดีขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสที่การทำโฆษณาชุดนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากขึ้น Click และ Relevance Score ก็สูงขึ้น แต่ Cost Per Result ถูกลง

 

 

กล่าวโดยสรุปคือ Bid Strategy ที่คุณเลือกมีผลต่อจำนวนงบประมาณและเวลาที่คุณจะใช้ไปกับงบก้อนนั้น ดังนั้นการลองใช้ Bid Strategy หลายๆแบบร่วมกับการใช้ Target Cost จะช่วยให้คุณได้แนวทางในการ Bid ที่ได้ผลลัพธ์ราคาถูกและคุ้มยิ่งขึ้น

 

 

ตั้งค่าให้ Ad แสดงเฉพาะวันและเวลาที่ให้ผลลัพธ์ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนจะตั้งค่าโฆษณาให้แสดงตามวันและเวลา เราต้องรู้ก่อนว่าวันและช่วงเวลาใดมีผลลัพธ์ที่ดีบ้าง ซึ่งดูได้จาก Facebook Ads Dashboard เลือก Reports drop-down menu แล้วเลือก All > Time of Day (Viewer) เมื่อเข้าสู่หน้า Report จะมีเมนูซ้ายมือให้เลือกแท็บ Metrics และพิมพ์Spent ในช่องค้นหา จากนั้นจะมีผลลัพธ์แสดงขึ้นมาด้านล่าง ให้คลิกเลือกAmount Spent เพื่อเพิ่มการวัดผล Amount Spent เข้าไปใน Report ช่วยให้เห็นช่วงเวลาและวันที่มีการแสดงโฆษณาแต่ไม่เกิด Conversion ที่สร้างรายได้ การที่คุณตั้งค่าไม่ให้โฆษณาแสดงในช่วงเวลานั้นจึงช่วยคุณประหยัดงบประมาณได้ แต่หากวัตถุประสงค์ของคุณไม่ได้เน้นให้เกิด Conversion ที่เป็นรายได้คุณสามารถปรับที่การเลือกโฆษณาในช่วงเวลาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

 

ก่อนที่คุณจะเข้าไปตั้งค่าให้โฆษณาแสดงตามเวลา คุณต้องไปเปลี่ยน Budget ให้เป็น Lifetime Budget ในส่วน Budget & Schedule จากนั้นเลือก Start และ End Date เลื่อนลงมาที่ส่วน Ad Scheduling ให้เลือก Run Ads on a Schedule จะมีตารางเวลาขึ้นมาให้คุณเลือกไฮไลท์เฉพาะวันและเวลาที่คุณต้องการให้โฆษณาแสดง

 

 

เลือกใช้ Saved Audience ร่วมกับ Lookalike Audience และ Custom Audience

โดยทั่วไป Facebook Custom Audiences และ Lookalike Audiences ช่วยเพิ่ม Relevance Score และมักให้ผลที่ดีกว่า Saved Audiences  ดังนั้นการรวม Audience ทั้งสามประเภทจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงที่สุด

 

 

ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่า Audience ในแคมเปญนั้นๆให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ดูได้ที่ส่วน Breakdown อาจเลือกดูผลการ Delivery ตามช่วงอายุ (Age) หรือเพศ (Gender) โดยคุณสามารถ Optimized กลุ่ม Audience ได้ด้วยการเลือกตัดอายุหรือเพศที่ให้ผลลัพธ์ไม่ดีออกไป แต่หากตัดเพศใดเพศหนึ่งออกไปเลยจะทำให้จำนวน Audience ของคุณลดลงไปเยอะ ดังนั้นคุณอาจสร้าง Ad Sets และ Ads ที่ต่างกันสำหรับ Audience แต่ละเพศเพื่อให้การวัดผลทำได้แม่นยำขึ้น

 

 

นอกจากการปรับตามที่เพิ่งยกตัวอย่างไปคุณยังเลือกปรับที่ตั้ง (Location) ภาษา (Language) การลดหรือเพิ่มคุณลักษณะอื่นๆลงไปทั้ง  ความสนใจ (Interests) พฤติกรรม (Behaviors) และข้อมูลประชากร (Demographic Data) ยิ่งคุณเจาะจงได้มากเท่าไรก็ยิ่งช่วยให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงมากขึ้น

แต่ถ้าคุณปรับ Audience ตามที่ยกตัวอย่างนี้แล้ว สิ่งที่คุณควรระวังอย่างหนึ่งคือจำนวน Audience ที่เป็น Potential Reach อาจจะเหลือน้อยมาก รวมทั้งค่า Ad Frequency ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ Audience กลุ่มเป้าหมาย ยิ่งเห็นโฆษณาบ่อยจนเกิดความรำคาญและเลือกปิดโฆษณาไม่ให้แสดงอีกต่อไปได้

 

ปรับปรุงโฆษณาออนไลน์เรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมจัดการงานหลังบ้านให้เรียบร้อย ดูแลลูกค้า จัดการงานสต็อก ตรวจสอบงานให้เป็นไปตามคุณภาพเสมอ หากคุณรู้จักวางระบบให้ดีไม่ว่าจะงานขั้นตอนไหนก็จัดการได้ตรงตามมาตรฐาน แต่ถ้าไม่อยากสร้างระบบจัดการสต็อกเองก็ปรึกษาผู้ให้บริการ Fulfillment ที่รับจัดการงานสต็อกตั้งแต่การ QC และจัดเก็บของในโกดัง ช่วยดูแลงานแพ็คสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งที่รวดเร็วทันเวลา ที่ช่วยคุณประหยัดทั้งแรงและเวลา ไม่ต้องกังวลเรื่องการควบคุมคุณภาพงาน ค่าใช้จ่ายไม่บานปลาย

 

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

ที่มา : www.socialmediaexaminer.com

ความลับ 5 ข้อ ที่เซียน E-commerce ไม่อยากบอกคุณ!

แม้ว่าธุรกิจ E-commerce ดูมีทิศทางการเติบโตที่สดใส แต่การที่ใครๆก็หันมาทำแบบเดียวกัน คู่แข่งที่มากขึ้น นอกจากเราต้องควบคุมคุณภาพสินค้า มีหน้าร้านออนไลน์ที่สวยงาม มีบริการที่ดีเยี่ยมแล้ว เคล็ดลับต่อไปนี้อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่รู้มาก่อน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้ร้านของคุณก้าวนำคู่แข่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

1. สร้างฐานลูกค้าตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัวสินค้า

เจ้าของธุรกิจมักจะเริ่มทำการตลาดหลังเปิดตัวสินค้าไปแล้ว ซึ่งหากคุณทำการตลาดออนไลน์ก็ต้องให้เวลาแคมเปญออนไลน์ได้ทำงานสักระยะในการเปลี่ยนความสนใจจากผู้ที่พบเห็นแคมเปญไปเป็นคำสั่งซื้อ ซึ่งระหว่างนี้ก็ต้องทำใจสักนิดว่าคุณจะต้องจ่ายเงินไปกับการทำแคมเปญโฆษณาก่อนที่จะได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นคำสั่งซื้อ

แทนที่จะทำแบบนั้นคุณก็เปลี่ยนมาทำการตลาดและสร้างฐานลูกค้าตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัวสินค้าเลย โดยการสร้างแคมเปญให้คนมามีส่วนร่วมได้ในรูปแบบต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น กิจกรรมแข่งขันแจกของรางวัลเป็นสินค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว  หรือหากมีข้อมูลติดต่อลูกค้าอยู่ในมือก็สามารถส่งข่าวสารแจ้งข่าวสุดเอ็กคลูซีพเกี่ยวกับสินค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวให้พวกเขาได้ทราบก่อนใครพร้อมกับให้สิทธิพิเศษต่างๆสำหรับผู้ที่ได้รับอีเมล์ เมื่อถึงวันเปิดตัวสินค้าคุณก็จะมีฐานลูกค้าที่พร้อมซื้อสินค้ารออยู่แล้ว

 

2. ให้ความสำคัญกับการสร้างลูกค้าระยะยาว

นักการตลาดออนไลน์ทราบกันดีว่าการจะเปลี่ยนผู้ชมมาเป็นลูกค้าทำได้ค่อนข้างยากและค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาก็มีแต่จะแพงขึ้น คุณจึงไม่ควรมุ่งสร้างลูกค้าใหม่ที่อาจจะซื้อของกับคุณแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ควรให้ความสนใจกับการสร้างฐานลูกค้าประจำที่จะซื้อของกับคุณในระยะยาวด้วย โดยการสร้างประสบการณ์ในการซื้อที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อที่ทำได้ง่าย ได้รับบริการที่ใส่ใจจากเรา รวมถึงการบริการหลังการขายและการติดตามผลภายหลังการซื้อ ทั้งโดยการส่งอีเมล์ไปสอบถามความคิดเห็นภายหลังการซื้อสินค้า การส่งอีเมล์แนะนำสินค้าและโปรโมชั่นช่วงเทศกาล การมีฐานลูกค้าประจำนี้นอกจากช่วยคุณลดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาแล้วยังช่วยให้คุณได้ยอดขายต่อเนื่องจากคนกลุ่มนี้ด้วย

 

ที่มา: www.monsterinsights.com

 

3. Remarketing คือพลังผลักดันยอดขาย

ขอย้ำอีกครั้งว่าคุณไม่ควรสนใจแค่การหาลูกค้าใหม่เท่านั้น อย่าลืมกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่เขาปันใจมาให้คุณแล้วด้วย (ก่อนเขาจะหันไปปันใจให้คู่แข่งของคุณ) คนที่เคยซื้อและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากร้านของคุณนอกจากจะมีโอกาสซื้อซ้ำ 60-70% แล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะใช้เงินกับการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนด้วย (ผลตอบแทนจากคนกลุ่มนี้อาจคุ้มค่ากว่าที่ได้จากลูกค้าหน้าใหม่ที่คุณได้มาจากการเสียเงินทำโฆษณาก็เป็นได้) ดังนั้นในการทำกิจกรรมหรือโฆษณาออนไลน์แต่ละครั้ง ต้องไม่ลืมที่จะรวมลูกค้าเก่าเข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญด้วย

 

4. ใครรักแบรนด์ของเรา ขอเสียงหน่อย!

การมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่งช่วยให้คุณสานความสัมพันธ์กับลูกค้าที่อินกับเรื่องราว ความเป็นแบรนด์ของคุณได้ไม่ยาก เมื่อลูกค้ารักคุณเขาก็ย่อมเต็มใจที่จะช่วยกระจายชื่อเสียงแบรนด์ออกไปสู่คนอื่นๆ ด้วย แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าที่รักคุณทุกคนจะลุกขึ้นมากล่าวชื่นชมคุณให้ใครต่อใครฟัง เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องกระตุ้นให้เกิดการพูดถึงแบรนด์จากลูกค้า โดยอาจส่งข้อความไปขอให้พวกเขาช่วยพูดถึงคุณ โดยเฉพาะถ้าเขาเพิ่งซื้อสินค้าและกำลังประทับใจในบริการของเรามากๆ เป็นเวลาที่เหมาะสุดๆ (ยิ่งมีของสมนาคุณให้เป็นการขอบคุณไปด้วย ก็เป็นการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไปในตัว) อะไรจะน่าเชื่อถือไปกว่าเสียงตอบรับที่ดีจาก Brand Ambassadors ที่เป็นลูกค้าตัวจริงของคุณ..จริงไหม?

 

5. อย่าพลาดท่าเพราะระบบ Drop-shipping ที่ไม่ลื่นไหล

Drop-shipping หรือระบบตัวแทนจำหน่ายที่สินค้าจะถูกส่งโดยตรงจากโรงงานหรือ Supplier ไปยังลูกค้า ผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายมีหน้าที่เพียงโฆษณาและรับออเดอร์จากลูกค้า วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้เจ้าของร้านและลูกค้าได้รับของเร็วขึ้นก็จริงแต่หากจัดการไม่ดีก็สร้างความเสียหายให้แบรนด์ได้ ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่ เช่น การจัดส่งที่ล่าช้า ไม่มีหมายเลข Tracking เพื่อให้ลูกค้าติดตามสินค้าระหว่างการขนส่ง ไม่มีการ QC สินค้าก่อนส่ง ดังนั้นคุณจึงควรเตรียมระบบ Fulfillment ของตัวเองให้ดี หรือใช้อีกวิธีคือการให้บริษัทเอกชนที่ให้บริการ Fulfillment ดูแลงาน Drop-shipping แทน ซึ่งบริษัทจะมีพนักงานที่เชี่ยวชาญมาดูแลงานให้ตั้งแต่การช่วย QC จัดเก็บสินค้าอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยรักษาคุณภาพสินค้า เมื่อมีออเดอร์เข้ามาก็รู้วิธีการแพ็กอย่างถูกต้อง จัดส่งให้ลูกค้าได้รวดเร็วทันเวลา มีระบบที่ช่วยให้ทั้งเราและลูกค้าติดตามงานได้ง่าย เพื่อรักษาชื่อเสียงของเราและความมั่นใจจากลูกค้า
สำหรับใครที่สนใจบริการ Fulfillment สามารถขอคำแนะนำจาก Akita Warehouse ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำบริการที่ตรงความต้องการ ในราคาที่คุ้มค่าได้ตามช่องทางด้านล่างเลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มา: smallbiztrends.com