preloder

Social Media ช่วยหนุน E-commerce อย่างไร ในวันที่พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าผู้บริโภคมักจะศึกษาข้อมูลให้แน่ใจในตัวสินค้าเสียก่อนและโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การเข้าถึงข้อมูลนั้นง่ายมาก ไม่เพียงแค่หาข้อมูลเองผ่านสื่อออนไลน์ แต่พวกเขายังมองหารีวิวจากผู้บริโภครายอื่นๆ เพื่อย้ำความน่าเชื่อถือ จะมีช่องทางไหนกันที่พวกเขาจะรับข้อมูลที่มาจากการบอกต่อในกลุ่มเพื่อนถ้าไม่ใช่ Social Media ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไปแล้ว หลายๆองค์กรธุรกิจเองก็เลือกใช้ Social Media เป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้าเช่นกัน เพราะพวกเขาได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เมื่อมีเรื่องเร่งด่วนก็สื่อสารได้รวดเร็วขึ้นด้วย  นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ Social Media กับการทำธุรกิจเท่านั้น มาดูกันว่าในระยะยาว Social Media จะช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไรบ้าง

 

 

ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าตัวจริง (Leads)

จากการที่องค์กรธุรกิจและร้านค้ามักจะมีการเก็บข้อมูลและช่องทางติดต่อลูกค้าผ่านการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ อยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังนำมาใช้ประโยชน์ในการทำโฆษณาออนไลน์ไปหาคนกลุ่มนี้ได้ หรือถ้าอยากกรอง Lead ให้มีคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคือลูกค้าตัวจริงที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าของคุณสูงมาก ก็สามารถทำโฆษณาที่มีการ personalized หรือใส่ตัวแปรด้านความสนใจต่างๆ เข้าไป เพื่อเจาะกลุ่มคัดเฉพาะคนที่สนใจในเรื่องนั้นจริงๆ

 

ช่วยให้ร้านค้าปิดการขายได้เร็วขึ้น

การมี Social Media เป็นอีกหนึ่งช่องทางการขาย ช่วยให้คุณปิดการขายได้เร็วขึ้นอย่างไร? ก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อก็มักจะหาข้อมูลก่อนซื้อ อาจจะใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ซื้อ เมื่อจุดเด่นของ Social Media คือการสื่อสารกันได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้จึงเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้าลงได้ โดยการที่คุณให้แอดมินร้านค้าคอยสังเกตการณ์และตอบคำถามลูกค้าให้เร็วที่สุดเมื่อมีข้อสงสัยเข้ามา และหากมีการคอมเมนต์ การกล่าวพาดพิงถึง แบรนด์แอดมินก็สามารถเข้าไปช่วยตอบคำถาม นำเสนอสินค้าในคอมเมนต์นั้นได้ เมื่อลูกค้ารู้ในสิ่งที่สงสัยเร็วขึ้น ก็ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น

 

 

ช่วยสร้างการรับรู้ กระจายชื่อเสียงให้แบรนด์

เมื่อ Social Media คือช่องทางยอดนิยมที่คนยุคปัจจุบันใช้รับข่าว เราก็ใช้เป็นช่องทางสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์ได้ ก่อนอื่นเราต้องศึกษาว่ากลุ่มลูกค้าของเรากระจายตัวอยู่บนแพลตฟอร์มไหนบ้าง จากนั้นเราก็เลือกทำคอนเทนต์ขายสินค้าและนำเสนอในแบบที่ “ถูกจริต” ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย และสามารถสื่อสารความเป็นแบรนด์ของเราให้คนจดจำได้ สามารถเลือกทำคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบตามเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่คุณอยากนำเสนอ เช่น บทความสำหรับให้รายละเอียดข้อมูล มีมสำหรับสร้างอารมณ์ร่วมด้วยภาพและข้อความสั้นๆ คอนเทนต์ Real-time โดยอาจจะเป็น LIVE หรือภาพโพสต์ต่างๆที่พูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจ เป็นต้น นอกจากสร้างการรับรู้หรือ Awareness แล้ว ยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมจากคนที่เข้ามาติดตาม และอย่าลืมให้ความสำคัญกับการขอรีวิวออนไลน์จากลูกค้าเพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในแบรนด์ด้วย

 

รักษาลูกค้าไม่ให้หนีไปไหน

การรักษาลูกค้าไม่ให้หายไปไหน นั่นคือการทำให้เขากลับมาซื้อกับเราต่อเนื่องไม่ใช่แค่ซื้อครั้งเดียวแล้วหายไป ทำได้โดยการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เริ่มจากการที่คุณต้องทำให้เขาเห็นหน้าบ่อยๆ ซึ่งก็กลับไปที่เรื่องการทำคอนเทนต์และการสื่อสารพูดคุยกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ท่องไว้เสมอว่าการสร้างลูกค้าใหม่ยากกว่าการรักษาลูกค้าเก่าไว้แน่นอน เพราะลูกค้าเก่ารู้จักและเชื่อถือคุณในระดับหนึ่งแล้วสิ่งที่คุณต้องทำจึงมีเพียงแค่การให้บริการที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย ต่างกับคนที่ยังไม่เป็นลูกค้าที่คุณต้องใช้สารพัดวิธีชักชวนให้เขาหันมาสนใจแถมใช้ต้นทุนสูงกว่าด้วย

 

 

โดยสรุปแล้วการทำธุรกิจ E-commerce ยุคใหม่จึงหนีไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวโดยใช้ Social Media เป็นตัวช่วย เมื่อพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนคุณก็ต้องปรับวิธีการเข้าหาลูกค้า และไม่เพียงการสื่อสารเท่านั้น การบริหารจัดการงานภายในร้านของคุณก็ต้องรักษาประสิทธิภาพให้ดีด้วย เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ในทุกครั้งที่ซื้อ รวมถึงรู้จักใช้เทคโนโลยี หาผู้ช่วยที่ไว้ใจได้มาช่วยงานและแบ่งงานให้กับคนที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม

 

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

 

ที่มา : www.krusecontrolinc.com

4 เทคนิคดึงลูกค้าบน Online Marketplace มาเป็นของเรา

ในยุคที่ใครก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายๆ นั้น หนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมก็คือการมีแพลตฟอร์ม Online Marketplace ที่ออกแบบให้ใช้งานระบบได้ง่าย เงื่อนไขการเป็นสมาชิกก็น้อย แถมมีฟังก์ชั่นส่งเสริมการตลาดช่วยร้านค้าโปรโมตสินค้าที่บางครั้งเจ้าของแพลตฟอร์มก็ใจดีเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทำการตลาดให้ฟรีๆด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดร้านค้าเข้าไปร่วมทำธุรกิจ แต่รวมถึงลูกค้าที่ถูกดึงดูดเพราะส่วนลด และความสะดวกสบาย แน่นอนว่าร้านค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ที่ไม่ได้เติบโตบน Online Marketplace ตั้งแต่แรกต่างก็ได้รับผลกระทบจากที่โดนเจ้าใหญ่แย่งตลาดไป ซึ่งการจะหาทางสู้เพื่อแย่งตลาดคืนมานั้นแทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ถ้าคุณเป็นเพียงบริษัทเล็กๆที่ไม่ได้มีทุนหนาหรือมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งพอ เมื่อล้มไม่ได้ก็ต้องปรับตัวโดยใช้ Online Marketplace เป็นทางลัดเติบโตธุรกิจของคุณซะเลย ซึ่งทำได้ดังนี้

 

 

ใช้ Online Marketplace เป็นอีกช่องทางเพิ่มโอกาสขาย

นอกจากมีเว็บไซต์หรือเปิดร้านบน Social Media Platform แล้ว การเปิดร้านบน Online Marketplace ก็เหมือนเป็นการขยายสาขาร้านออกไปยังพื้นที่อื่นที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซึ่งพร้อมจะซื้อสินค้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเปิดร้านบน Marketplace ที่ตัวระบบจะมีการแนะนำร้านเปิดใหม่บนหน้าแรกหรือร้านที่ขายสินค้าที่ใกล้เคียงกับประวัติการค้นหาของลูกค้าขึ้นมาแนะนำ ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ามองเห็นเราได้มากขึ้น หากพิจารณาในแง่ Customer Journey ลูกค้ามี Awareness ในสินค้าของคุณได้ผ่านหลากหลายช่องทาง เช่น รู้จักร้านคุณผ่านการแชร์ต่อบน Social Media Platform เมื่อสนใจในสินค้า พวกเขาก็ต้องการพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มในเว็บไซต์ แล้วไปจบที่การตัดสินใจสั่งซื้อผ่านหน้าร้านบน Online Marketplace ก็เป็นได้ ดังนั้นยิ่งมีช่องทางการขายหลายทางก็ยิ่งได้เปรียบ

 

 

ขายความสะดวกสบายที่เราให้ได้มากกว่า

แม้ว่าจะอยู่บน Online Marketplace แพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ละร้านค้ากลับมีตัวเลือกในการจัดส่งที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการส่งฟรีผ่านตัวแทนทั้งแบบธรรมดาหรือส่งด่วน ร้านเราสามารถเพิ่มทางเลือกที่มากกว่าโดยการให้ลูกค้าไปรับสินค้าที่หน้าร้านได้ (หรือแม้แต่การนัดรับตามสถานที่ต่างๆ) ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าที่อยากได้สินค้าเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ได้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจริงก่อน (แถมคุณยังได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย)

 

 

 

ที่มา : openbusinesscouncil.org


ถือโอกาสโปรโมตร้านบน
Marketplace 

ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้เรื่อง Customer Journey ที่ลูกค้าสามารถเกิด Awareness กับร้านเราได้จากหลายช่องทาง การมีร้านบน Online Marketplace เป็นอีกที่ที่สร้าง Awareness ให้เราได้ ซึ่งหากลูกค้ารู้จักเราแล้วชอบก็อาจไปติดตามบน Social Media หรือ Website ของเราอีกที โดยพวกเขาอาจนำชื่อร้านไปค้นหาต่อเองหรือเห็นช่องทางติดต่อจากที่เราใส่ไว้ในส่วนข้อมูลบนหน้าโปรไฟล์ร้านใน Online Marketplace ไม่เพียงแค่ช่องทางออนไลน์ หากคุณมีหน้าร้านก็สามารถเพิ่มโลเคชั่นลงไปด้วยได้เพื่อให้ลูกค้าที่อยากลองสินค้าจริงสามารถมาเลือกสินค้าที่ร้านได้  (พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับเทรนด์การซื้อขายแบบ Omni-Channel ที่ลูกค้าจะหาข้อมูลออนไลน์ก่อนจะเลือกชมสินค้าจริงและตัดสินใจซื้อนั่นเอง)

 

 

 

รู้จักใช้ประโยชน์จากการทำการตลาดบน Marketplace

ตามที่เรามักจะเห็นอยู่บ่อยๆ (แทบจะทุกเดือนเลยก็ว่าได้) ที่ Online Marketplace มักกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ต่างๆ ออกมายั่วใจนักช็อป บางแพลตฟอร์มก็ใจป้ำช่วยออกค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดให้บรรดาร้านๆฟรีๆกันไปเลย เรียกได้ว่าแฮปปี้ทั้งเจ้าของร้านที่ได้ประหยัดงบการตลาดและลูกค้าที่ได้ซื้อของถูก หากเรามีร้านบน Online Marketplace ก็ควรใช้โอกาสนี้ในการโปรโมตร้านและสร้างยอดขายได้ ขณะเดียวกันเราก็สามารถเรียนรู้และนำแนวทางการทำการตลาดของ Online Marketplace มาเป็นแนวทางทำกี่ตลาดของเรา เช่น ดูว่าโปรไหนลูกค้าชอบ ช่วงวันและเวลาใดที่ควรทำหรือหลีกเลี่ยงการจัดโปรโมชั่น หรือแม้แต่เพิ่มลูกเล่นให้โปรโมชั่นร้านเราน่าดึงดูดกว่าของเขา

 

อีกเคล็ดลับที่ขอฝากทิ้งท้ายคือการมีระบบ Fulfillment ที่ช่วยจัดการงานสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากที่ Online Marketplace หลายๆ เจ้าพยายามพัฒนาระบบ Fulfillment ของตัวเองให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพเพราะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ซื้อขายที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งร้านของเราก็สามารถนำแนวคิดนี้มาพัฒนาระบบ Fulfillment ของเราเองได้เหมือนกัน ซึ่งคุณอาจจะมีคลังสินค้าและสร้างระบบด้วยตนเองหรืออีกทางเลือกคือการใช้บริการจากบริษัทเอกชนที่มีความพร้อม ให้ช่วยดูแลงาน Fulfillment แทนเรา

 

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

4 เทคนิค ช่วยประหยัดงบโฆษณา Facebook ได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

การกำหนดงบโฆษณา Facebook อาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกำหนดได้ยาก ไม่มีสูตรตายตัวเนื่องจากวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณา ประเภทคอนเทนต์ งบประมาณที่ต่างกัน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทำให้นักทำโฆษณาไม่สามารถใช้วิธีเหมือนกันได้ซะทีเดียวต้องอาศัยประสบการณ์ การรู้จักพลิกแพลง การสังเกต ปรับปรุงจนกระทั่งมีแนวทางเป็นของตัวเอง และความรู้ที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้ก็เป็นเทคนิคที่คุณสามารถนำไปลองใช้และพลิกแพลงจนได้แนวทางในการทำโฆษณาให้ประหยัดขึ้นได้เช่นกัน

 

ปรับปรุง Ad ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละ Placement

 

ในช่วงเริ่มต้นของการทำโฆษณาเราควรเลือกให้โฆษณาไปแสดงบนทุก Placement ปล่อยให้แคมเปญได้ทำงานสักพักแล้วกลับมาดูผลที่ฟังก์ชั่น  Breakdown อีกครั้งว่า Placement ใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ซึ่งคุณดูได้ด้วยว่าโฆษณาของคุณถูกมองเห็นผ่านช่องทางใดมากที่สุด (desktop mobile app หรือ mobile web)

 

 

หากคุณ Optimized โฆษณาโดยเหลือไว้แค่ Placement ที่ให้ผลดีที่สุดเท่านั้น แล้วตัด Placement อื่นๆ ที่ราคาแพงกว่าและให้ผลลัพธ์น้อยกว่าออก เท่ากับเป็นการจำกัดยอด Reach รวมถึงผลลัพธ์ที่อาจทำได้ดีขึ้นหากปล่อยให้แคมเปญทำงานอีกสักระยะก็เป็นได้  แทนที่จะตัด Placement ออกไปเลย คุณสามารถสร้าง ad ที่ต่างกันสำหรับใช้กับแต่ละ Placement โดยเฉพาะ การทำแบบนี้นอกจากจะเป็นการ Optimized ที่ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้คุณได้พิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจตัด Placement ใดๆ ออกไปเลย

 

 

ทดลองใช้การ Bid หลายๆ แบบ

แม้ว่า Facebook จะมีวิธี bid ให้เลือก 4 แบบ แต่การเลือก Objective และ Ad Delivery ของคุณอาจไปจำกัดตัวเลือกในการ Bid ได้ ถ้าไม่อยากให้ตัวเลือกน้อยลงคุณสามารถสร้างโฆษณาโดยเลือก Objective เป็น Conversion ซึ่งให้ทางเลือกในการ Bid  มากขึ้น จากนั้นไปที่ส่วน Optimization for Ad Delivery เลือกเป็น Conversions

 

 

ส่วนของ Bid Strategy ที่อยู่ถัดไป หากคุณเลือกเป็น Bid Cap ที่ช่วยให้คุณใช้งบไปกับ Impression และ Click ที่ถูกที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการตัดโอกาสการมองเห็นจากกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงไปด้วย ส่งผลไปถึง Click Through Rate และ Relevance Score ได้ แต่ถ้าคุณเลือกการ Bid  เป็น Target Cost เป็นการเพิ่มโอกาสให้โฆษณาถูกแสดงบน Placement ที่มีคุณภาพขึ้น ในขณะที่งบประมาณจะมีค่าเฉลี่ยที่คงตัว การได้ Placement ที่ดีขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสที่การทำโฆษณาชุดนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากขึ้น Click และ Relevance Score ก็สูงขึ้น แต่ Cost Per Result ถูกลง

 

 

กล่าวโดยสรุปคือ Bid Strategy ที่คุณเลือกมีผลต่อจำนวนงบประมาณและเวลาที่คุณจะใช้ไปกับงบก้อนนั้น ดังนั้นการลองใช้ Bid Strategy หลายๆแบบร่วมกับการใช้ Target Cost จะช่วยให้คุณได้แนวทางในการ Bid ที่ได้ผลลัพธ์ราคาถูกและคุ้มยิ่งขึ้น

 

 

ตั้งค่าให้ Ad แสดงเฉพาะวันและเวลาที่ให้ผลลัพธ์ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนจะตั้งค่าโฆษณาให้แสดงตามวันและเวลา เราต้องรู้ก่อนว่าวันและช่วงเวลาใดมีผลลัพธ์ที่ดีบ้าง ซึ่งดูได้จาก Facebook Ads Dashboard เลือก Reports drop-down menu แล้วเลือก All > Time of Day (Viewer) เมื่อเข้าสู่หน้า Report จะมีเมนูซ้ายมือให้เลือกแท็บ Metrics และพิมพ์Spent ในช่องค้นหา จากนั้นจะมีผลลัพธ์แสดงขึ้นมาด้านล่าง ให้คลิกเลือกAmount Spent เพื่อเพิ่มการวัดผล Amount Spent เข้าไปใน Report ช่วยให้เห็นช่วงเวลาและวันที่มีการแสดงโฆษณาแต่ไม่เกิด Conversion ที่สร้างรายได้ การที่คุณตั้งค่าไม่ให้โฆษณาแสดงในช่วงเวลานั้นจึงช่วยคุณประหยัดงบประมาณได้ แต่หากวัตถุประสงค์ของคุณไม่ได้เน้นให้เกิด Conversion ที่เป็นรายได้คุณสามารถปรับที่การเลือกโฆษณาในช่วงเวลาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

 

ก่อนที่คุณจะเข้าไปตั้งค่าให้โฆษณาแสดงตามเวลา คุณต้องไปเปลี่ยน Budget ให้เป็น Lifetime Budget ในส่วน Budget & Schedule จากนั้นเลือก Start และ End Date เลื่อนลงมาที่ส่วน Ad Scheduling ให้เลือก Run Ads on a Schedule จะมีตารางเวลาขึ้นมาให้คุณเลือกไฮไลท์เฉพาะวันและเวลาที่คุณต้องการให้โฆษณาแสดง

 

 

เลือกใช้ Saved Audience ร่วมกับ Lookalike Audience และ Custom Audience

โดยทั่วไป Facebook Custom Audiences และ Lookalike Audiences ช่วยเพิ่ม Relevance Score และมักให้ผลที่ดีกว่า Saved Audiences  ดังนั้นการรวม Audience ทั้งสามประเภทจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงที่สุด

 

 

ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่า Audience ในแคมเปญนั้นๆให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ดูได้ที่ส่วน Breakdown อาจเลือกดูผลการ Delivery ตามช่วงอายุ (Age) หรือเพศ (Gender) โดยคุณสามารถ Optimized กลุ่ม Audience ได้ด้วยการเลือกตัดอายุหรือเพศที่ให้ผลลัพธ์ไม่ดีออกไป แต่หากตัดเพศใดเพศหนึ่งออกไปเลยจะทำให้จำนวน Audience ของคุณลดลงไปเยอะ ดังนั้นคุณอาจสร้าง Ad Sets และ Ads ที่ต่างกันสำหรับ Audience แต่ละเพศเพื่อให้การวัดผลทำได้แม่นยำขึ้น

 

 

นอกจากการปรับตามที่เพิ่งยกตัวอย่างไปคุณยังเลือกปรับที่ตั้ง (Location) ภาษา (Language) การลดหรือเพิ่มคุณลักษณะอื่นๆลงไปทั้ง  ความสนใจ (Interests) พฤติกรรม (Behaviors) และข้อมูลประชากร (Demographic Data) ยิ่งคุณเจาะจงได้มากเท่าไรก็ยิ่งช่วยให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงมากขึ้น

แต่ถ้าคุณปรับ Audience ตามที่ยกตัวอย่างนี้แล้ว สิ่งที่คุณควรระวังอย่างหนึ่งคือจำนวน Audience ที่เป็น Potential Reach อาจจะเหลือน้อยมาก รวมทั้งค่า Ad Frequency ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ Audience กลุ่มเป้าหมาย ยิ่งเห็นโฆษณาบ่อยจนเกิดความรำคาญและเลือกปิดโฆษณาไม่ให้แสดงอีกต่อไปได้

 

ปรับปรุงโฆษณาออนไลน์เรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมจัดการงานหลังบ้านให้เรียบร้อย ดูแลลูกค้า จัดการงานสต็อก ตรวจสอบงานให้เป็นไปตามคุณภาพเสมอ หากคุณรู้จักวางระบบให้ดีไม่ว่าจะงานขั้นตอนไหนก็จัดการได้ตรงตามมาตรฐาน แต่ถ้าไม่อยากสร้างระบบจัดการสต็อกเองก็ปรึกษาผู้ให้บริการ Fulfillment ที่รับจัดการงานสต็อกตั้งแต่การ QC และจัดเก็บของในโกดัง ช่วยดูแลงานแพ็คสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งที่รวดเร็วทันเวลา ที่ช่วยคุณประหยัดทั้งแรงและเวลา ไม่ต้องกังวลเรื่องการควบคุมคุณภาพงาน ค่าใช้จ่ายไม่บานปลาย

 

ติดต่อ Akita ผู้ให้บริการ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

ที่มา : www.socialmediaexaminer.com

ความลับ 5 ข้อ ที่เซียน E-commerce ไม่อยากบอกคุณ!

แม้ว่าธุรกิจ E-commerce ดูมีทิศทางการเติบโตที่สดใส แต่การที่ใครๆก็หันมาทำแบบเดียวกัน คู่แข่งที่มากขึ้น นอกจากเราต้องควบคุมคุณภาพสินค้า มีหน้าร้านออนไลน์ที่สวยงาม มีบริการที่ดีเยี่ยมแล้ว เคล็ดลับต่อไปนี้อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่รู้มาก่อน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้ร้านของคุณก้าวนำคู่แข่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

1. สร้างฐานลูกค้าตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัวสินค้า

เจ้าของธุรกิจมักจะเริ่มทำการตลาดหลังเปิดตัวสินค้าไปแล้ว ซึ่งหากคุณทำการตลาดออนไลน์ก็ต้องให้เวลาแคมเปญออนไลน์ได้ทำงานสักระยะในการเปลี่ยนความสนใจจากผู้ที่พบเห็นแคมเปญไปเป็นคำสั่งซื้อ ซึ่งระหว่างนี้ก็ต้องทำใจสักนิดว่าคุณจะต้องจ่ายเงินไปกับการทำแคมเปญโฆษณาก่อนที่จะได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นคำสั่งซื้อ

แทนที่จะทำแบบนั้นคุณก็เปลี่ยนมาทำการตลาดและสร้างฐานลูกค้าตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัวสินค้าเลย โดยการสร้างแคมเปญให้คนมามีส่วนร่วมได้ในรูปแบบต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น กิจกรรมแข่งขันแจกของรางวัลเป็นสินค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว  หรือหากมีข้อมูลติดต่อลูกค้าอยู่ในมือก็สามารถส่งข่าวสารแจ้งข่าวสุดเอ็กคลูซีพเกี่ยวกับสินค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวให้พวกเขาได้ทราบก่อนใครพร้อมกับให้สิทธิพิเศษต่างๆสำหรับผู้ที่ได้รับอีเมล์ เมื่อถึงวันเปิดตัวสินค้าคุณก็จะมีฐานลูกค้าที่พร้อมซื้อสินค้ารออยู่แล้ว

 

2. ให้ความสำคัญกับการสร้างลูกค้าระยะยาว

นักการตลาดออนไลน์ทราบกันดีว่าการจะเปลี่ยนผู้ชมมาเป็นลูกค้าทำได้ค่อนข้างยากและค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาก็มีแต่จะแพงขึ้น คุณจึงไม่ควรมุ่งสร้างลูกค้าใหม่ที่อาจจะซื้อของกับคุณแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ควรให้ความสนใจกับการสร้างฐานลูกค้าประจำที่จะซื้อของกับคุณในระยะยาวด้วย โดยการสร้างประสบการณ์ในการซื้อที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อที่ทำได้ง่าย ได้รับบริการที่ใส่ใจจากเรา รวมถึงการบริการหลังการขายและการติดตามผลภายหลังการซื้อ ทั้งโดยการส่งอีเมล์ไปสอบถามความคิดเห็นภายหลังการซื้อสินค้า การส่งอีเมล์แนะนำสินค้าและโปรโมชั่นช่วงเทศกาล การมีฐานลูกค้าประจำนี้นอกจากช่วยคุณลดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาแล้วยังช่วยให้คุณได้ยอดขายต่อเนื่องจากคนกลุ่มนี้ด้วย

 

ที่มา: www.monsterinsights.com

 

3. Remarketing คือพลังผลักดันยอดขาย

ขอย้ำอีกครั้งว่าคุณไม่ควรสนใจแค่การหาลูกค้าใหม่เท่านั้น อย่าลืมกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่เขาปันใจมาให้คุณแล้วด้วย (ก่อนเขาจะหันไปปันใจให้คู่แข่งของคุณ) คนที่เคยซื้อและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากร้านของคุณนอกจากจะมีโอกาสซื้อซ้ำ 60-70% แล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะใช้เงินกับการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนด้วย (ผลตอบแทนจากคนกลุ่มนี้อาจคุ้มค่ากว่าที่ได้จากลูกค้าหน้าใหม่ที่คุณได้มาจากการเสียเงินทำโฆษณาก็เป็นได้) ดังนั้นในการทำกิจกรรมหรือโฆษณาออนไลน์แต่ละครั้ง ต้องไม่ลืมที่จะรวมลูกค้าเก่าเข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญด้วย

 

4. ใครรักแบรนด์ของเรา ขอเสียงหน่อย!

การมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่งช่วยให้คุณสานความสัมพันธ์กับลูกค้าที่อินกับเรื่องราว ความเป็นแบรนด์ของคุณได้ไม่ยาก เมื่อลูกค้ารักคุณเขาก็ย่อมเต็มใจที่จะช่วยกระจายชื่อเสียงแบรนด์ออกไปสู่คนอื่นๆ ด้วย แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าที่รักคุณทุกคนจะลุกขึ้นมากล่าวชื่นชมคุณให้ใครต่อใครฟัง เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องกระตุ้นให้เกิดการพูดถึงแบรนด์จากลูกค้า โดยอาจส่งข้อความไปขอให้พวกเขาช่วยพูดถึงคุณ โดยเฉพาะถ้าเขาเพิ่งซื้อสินค้าและกำลังประทับใจในบริการของเรามากๆ เป็นเวลาที่เหมาะสุดๆ (ยิ่งมีของสมนาคุณให้เป็นการขอบคุณไปด้วย ก็เป็นการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไปในตัว) อะไรจะน่าเชื่อถือไปกว่าเสียงตอบรับที่ดีจาก Brand Ambassadors ที่เป็นลูกค้าตัวจริงของคุณ..จริงไหม?

 

5. อย่าพลาดท่าเพราะระบบ Drop-shipping ที่ไม่ลื่นไหล

Drop-shipping หรือระบบตัวแทนจำหน่ายที่สินค้าจะถูกส่งโดยตรงจากโรงงานหรือ Supplier ไปยังลูกค้า ผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายมีหน้าที่เพียงโฆษณาและรับออเดอร์จากลูกค้า วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้เจ้าของร้านและลูกค้าได้รับของเร็วขึ้นก็จริงแต่หากจัดการไม่ดีก็สร้างความเสียหายให้แบรนด์ได้ ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่ เช่น การจัดส่งที่ล่าช้า ไม่มีหมายเลข Tracking เพื่อให้ลูกค้าติดตามสินค้าระหว่างการขนส่ง ไม่มีการ QC สินค้าก่อนส่ง ดังนั้นคุณจึงควรเตรียมระบบ Fulfillment ของตัวเองให้ดี หรือใช้อีกวิธีคือการให้บริษัทเอกชนที่ให้บริการ Fulfillment ดูแลงาน Drop-shipping แทน ซึ่งบริษัทจะมีพนักงานที่เชี่ยวชาญมาดูแลงานให้ตั้งแต่การช่วย QC จัดเก็บสินค้าอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยรักษาคุณภาพสินค้า เมื่อมีออเดอร์เข้ามาก็รู้วิธีการแพ็กอย่างถูกต้อง จัดส่งให้ลูกค้าได้รวดเร็วทันเวลา มีระบบที่ช่วยให้ทั้งเราและลูกค้าติดตามงานได้ง่าย เพื่อรักษาชื่อเสียงของเราและความมั่นใจจากลูกค้า
สำหรับใครที่สนใจบริการ Fulfillment สามารถขอคำแนะนำจาก Akita Warehouse ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำบริการที่ตรงความต้องการ ในราคาที่คุ้มค่าได้ตามช่องทางด้านล่างเลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มา: smallbiztrends.com

กระตุ้นยอดขายหลังหยุดยาว ด้วยเคล็ดลับเพิ่มยอดต่อเนื่อง

หลังวันหยุดยาวใครๆ ก็มักจะไม่อยากใช้จ่ายสักเท่าไหร่เพราะจ่ายหนักไปแล้วกับการท่องเที่ยวช่วงวันหยุด หรือแม้แต่เสียเงินช็อปปิ้งให้กับร้านค้าที่แข่งขันกันจัดโปรโมชั่นก่อนหยุดยาว ร้านค้าจึงอาจจะทำยอดขายได้ยากสักหน่อยเมื่อต้องเจอสภาวะแบบนี้ แต่ก็อย่าเพิ่งถอดใจไปเพราะยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ซึ่งบางวิธีก็ทำได้เลยไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก จะมีอะไรบ้างนั้นลองไปติดตามกันต่อได้เลย

ที่มา: www.easynetwork.co.th

 

นำแคมเปญวันหยุดไปใช้ต่อ /ขยายเวลาจัดโปรโมชั่น

เราสามารถนำแคมเปญที่จัดไปแล้วในช่วงก่อนวันหยุดยาวมาจัดซ้ำอีกได้ หรือแม้แต่ขยายเวลาให้ลูกค้าที่พลาดช่วงเวลาโปรโมชั่นได้มีโอกาสร่วมกิจกรรม หากเคยแจกส่วนลด คูปองต่างๆ ก็ขยายเวลาการใช้สิทธิ์ออกไปอีกนิดหน่อย ซึ่งหนึ่งในจำนวนผู้ที่กลับมาซื้อซ้ำก็คือลูกค้าขาประจำที่ชื่นชอบแบรนด์ของคุณ การขยายระยะเวลาโปรโมชั่นจึงเท่ากับเป็นการสัมนาคุณพวกเขาไปในตัว

นำสินค้าสุดฮิตมาจัดโปรโมชั่นหลังหยุดยาว

ใช้ข้อมูลสถิติการขายให้เป็นประโยชน์ ดูว่ามีสินค้าตัวไหนบ้างที่ทำยอดขายได้ดี เป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ก็เอาออกมาจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายได้ในช่วงนี้ โดยอาจนำมาจับคู่ทำโปรโมชั่นรวมกับสินค้าตัวอื่นเพื่อกระตุ้นยอดคู่กันไปด้วยได้

ที่มา: tcatcargo.com

จัดกิจกรรมร่วมสนุกกับสินค้า

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ง่ายนั่นคือให้ลูกค้าถ่ายรูปกับสินค้าของคุณ ถ้าเป็นธุรกิจประเภทบริการก็ให้ถ่ายรูปขณะมาใช้บริการหรือเช็คอินสถานที่แล้วโพสต์ลง Social Media โดยคนที่ร่วมกิจกรรมจะได้รับส่วนลดหรือสิทธิ์พิเศษต่างๆ เมื่อซื้อสินค้าในครั้งต่อไป การทำแบบนี้คุณได้ทั้งกระตุ้นยอดขาย ได้สมนาคุณลูกค้าเก่า และยังเป็นการสร้าง Awareness ในกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ตามมาซื้อหลังจากที่เห็นการแชร์โพสต์สินค้าของคุณ

ชวนลูกค้าประจำที่รักคุณมาช่วยทำ Review หรือ Testimonial

ชวนลูกค้าที่ประทับใจในสินค้าและการบริการของคุณมาช่วยเขียน Review ซึ่งอาจจะเป็นการ Review บนคอนเทนต์ที่คุณโพสต์หรือบนฟังก์ชั่น Review ของ Social Media ที่มีพื้นที่ให้เขียนคอมเมนต์และให้คะแนนบนแพลตฟอร์มได้เลย หรือชวนลูกค้าประจำมาช่วยทำ Testimonial บอกเล่าถึงประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้สินค้าของคุณ โดยที่คุณสามารถนำคอนเทนต์ Review หรือ Testimonial ไปแชร์ต่อบนช่องทางต่างๆ ได้ นับเป็นการโปรโมตสินค้าผ่านการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

 

ที่มา: www.listrak.com

 

ส่งอีเมล์ขอบคุณลูกค้า /แนะนำสินค้าแบบ Personalized

จบช่วงเทศกาลไม่ได้หมายถึงคุณต้องขาดการติดต่อกับลูกค้าแล้วรอจนเทศกาลใหม่มาถึง การสื่อสารกับลูกค้าเป็นสิ่งที่คุณควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการได้ลูกค้ามาใหม่นั้นทำได้ไม่ยากเท่าการรักษาลูกค้าเก่า หรือแม้แต่การจะเปลี่ยนใจให้คนที่เข้ามาชมสินค้ากลายมาเป็นลูกค้าก็ต้องอาศัยการสื่อสารเช่นกัน นอกจากการสื่อสารบน Social Media การส่งคอนเทนต์ ส่งข้อความไปขอบคุณทางอีเมล์ก็ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับคุณมากขึ้น คุณอาจแนะนำสินค้าใหม่หรือแนะนำสินค้าแบบ Personalized ที่ลูกค้าน่าจะสนใจโดยอ้างอิงจากประวัติการซื้อที่ผ่านมาของพวกเขา

นำสินค้าตัวใหม่มาวางขาย เปิดตัวบริการใหม่

แทนที่คุณจะเปิดตัวสินค้าในช่วงเทศกาลที่ใครๆ ก็แข่งกันจัดโปรโมชั่น  แล้วเลือกเปิดตัวสินค้าใหม่หลังจบเทศกาลที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองและกระตุ้นให้คนสนใจสินค้าใหม่ได้ไม่ยากนักไปพร้อมกับการเปิดตัวแคมเปญการตลาด ซึ่งคุณสามารถใช้วิธีให้ร่วมสนุกกับสินค้า หรือการทำ Review ตามที่ยกตัวอย่างข้างต้นมาเป็นเงื่อนไขในการให้สิทธิพิเศษ ยิ่งลูกค้าคนไหนชอบซื้อสินค้าใหม่ๆ ก็ย่อมไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้ใช้สินค้าก่อนใครแน่นอน

 

เลือกช่วงเวลาและเลือกทำโปรโมชั่นหลังวันหยุดที่เหมาะกับคุณได้แล้ว ก็อย่าลืมเตรียมความพร้อมในการจัดการสต็อกให้ดี ต่อให้คุณจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจแค่ไหนแต่ละเลยเรื่องการควบคุมคุณภาพการทำงานจนส่งผลถึงคุณภาพสินค้า เกิดความล่าช้าในการทำงาน จนลูกค้าได้รับสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐาน ก็อาจเสียลูกค้าจากความผิดพลาดเหล่านี้ได้ง่ายๆ ซึ่งการทำธุรกิจในยุคนี้คุณไม่จำเป็นจะต้องจัดการเองทุกอย่าง ในส่วนของขั้นตอนบริหารคลังสินค้าที่ประกอบด้วยงานหลักอย่าง เก็บ แพ็ก ส่ง คุณสามารถส่งต่อให้ผู้ให้บริการ Fulfillment ช่วยดูแลแทนคุณได้ ควบคุมคุณภาพงานได้ง่ายแถมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่คุณใช้งานจริงเท่านั้น

 

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ที่มา:

www.thaismescenter.com

www.fulfillmentcompanies.net

โปรโมตเพจร้านอย่างไร ให้คนอยากติดตาม

การโปรโมตเพจร้านเป็นเรื่องที่ทั้งเพจเปิดใหม่หรือเปิดมานานแล้วควรใส่ใจทำอยู่สม่ำเสมอ เพราะช่วยทั้งสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน และรักษาฐานคนติดตามเอาไว้ ให้เขาเห็นว่าเรามีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งการโปรโมตเพจร้านนั้นคุณสามารถวางแผนและเริ่มลงมือทำได้เลยจากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว เมื่อฐานแฟนแข็งแรงขึ้นระดับหนึ่งก็อาจลองปรับใช้เทคนิคอื่นๆ เข้าไปด้วยได้ เพราะการทำการตลาดไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่อยู่ที่ว่าเราจะพลิกแพลงอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ และเคล็ดลับที่เรานำเสนอด้านล่างนี้คุณก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เลยเช่นกัน อาจจะไม่ต้องนำไปใช้ทุกข้อในทันที แต่รับรองได้ว่าถ้าคุณไม่หยุดพัฒนา คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากยอดคนติดตามที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

เริ่มสร้างฐานคนติดตามจากคนใกล้ตัว คือ ครอบครัว เพื่อน

เพจที่เพิ่งเริ่มสร้างควรให้ความสนใจในการเพิ่มผู้ติดตามที่มีคุณภาพเป็นอันดับแรกนั่นก็คือคนในครอบครัว เพื่อน และคนที่ติดตามเราบน Facebook ส่วนตัวของเราอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จะเปิดใจหรือ “อิน” กับธุรกิจของเราได้ง่ายๆ ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม (engagement) กับโพสต์ต่างๆ บนหน้าเพจของเราได้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้เพจของเราก็มีโอกาสที่จะถูกโปรโมตออกไปยังกลุ่มผู้ชมที่มีคุณภาพและเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราคนอื่นๆได้สูงขึ้น เพราะระบบมองว่าเพจของเราเป็นเพจที่มีคุณภาพนั่นเอง

 

ที่มา: optinmonster.com

 

แนะนำเพจให้ลูกค้าที่มีอยู่ใน E-mail List และผู้ติดตามใน Social Media ช่องทางอื่นๆ

อย่าลืมใช้ Contact ลูกค้าที่อยู่ในมือคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ใน E-mail List ให้เป็นประโยชน์ โดยการส่ง E-mail เชิญชวนให้พวกเขาติดตามเพจธุรกิจเพื่อรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ การเพิ่มปุ่ม Social Media ลงไปในส่วนท้ายของ E-mail ช่วยดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้พวกเขารับรู้ได้ทันทีที่เห็นว่าสามารถติดตามคุณได้บน Social Media แพลตฟอร์มใดได้บ้าง


เพิ่มปุ่มติดตามบนเว็บไซต์หรือบล็อก

อีกช่องทางที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเว็บไซต์หรือบล็อกของคุณ การเพิ่มปุ่มติดตามสามารถทำได้โดยการใช้เพจปลั๊กอินที่คุณสามารถฝังและโปรโมตเพจ Facebook บนเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ชมของคุณสามารถถูกใจและแชร์เพจโดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์ของคุณ

 

ที่มา: adespresso.com

 

ทำโฆษณาบน Facebook โปรโมตในทุกสื่อออนไลน์ที่มี

นับว่าเป็นทางลัดที่ช่วยให้เพจของคุณไปแสดงในกลุ่มผู้ชมที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายๆ โดยการใช้ฟังก์ชั่นที่คุณกำหนดได้ว่าจะให้โฆษณาไปแสดงในกลุ่มผู้ชมที่มีลักษณะแบบไหน จากการเลือกช่วงอายุ โลเคชั่น ความสนใจนอกจากนี้คุณยังอัปโหลด E-mail List ของคุณลงไปในฟังก์ชั่น Custom Audiences เพื่อทำโฆษณาไปยังคนที่อยู่ใน E-mail List ได้ และหากคุณใช้งาน Social Media ช่องทางอื่นๆ Twitter Pinterest LinkedIn อยู่ด้วย ก็สามารถแนะนำเพจของคุณผ่านช่องทางเหล่านั้นได้เช่นกัน

 

ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และให้ประโยชน์

พึงระลึกอยู่เสมอว่า Social Media ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใดก็ตามเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่อยากจะเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน ให้คนมามีปฏิสัมพันธ์บนช่องทางนั้นๆ หัวใจสำคัญสำหรับการเริ่มทำแฟนเพจจึงไม่ควรตั้งต้นที่ความต้องการสร้าง “ยอดขาย” แต่คือการชักชวนให้คนที่มีความสนใจเหมือนกับเราเข้ามามีส่วนร่วมและติดตามให้ได้ก่อน เมื่อเปลี่ยนจากผู้ชมมาเป็นผู้ติดตามได้ ก็ไม่ยากที่จะเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าในโอกาสต่อไปได้ ดังนั้นคุณต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ที่ตรงใจและให้ประโยชน์กับผู้ชมออกมาอย่างสม่ำเสมอ และทำคอนเทนต์ออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ VDO หรือแม้แต่ LIVE เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากน่าเบื่อและเป็นการทดสอบว่าผู้ติดตามชอบคอนเทนต์แบบไหนเป็นพิเศษ

 

 

โปรโมตทางออฟไลน์ เช่น นามบัตร ป้ายร้าน

แม้เราต้องการโปรโมตแฟนเพจออนไลน์ของเราแต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องโปรโมตทางออนไลน์อย่างเดียว เพราะในชีวิตประจำวันผู้คนไม่ได้ติดอยู่กับช่องทางออนไลน์ตลอดเวลา การใช้สื่อออฟไลน์ที่คนสามารถมองเห็นได้ตามสถานที่ต่างๆ ควบคู่กับสื่อออนไลน์จึงช่วยเพิ่มโอกาสโปรโมตแฟนเพจของคุณได้มากขึ้น คุณใส่ช่องทางติดตามแฟนเพจได้ทั้งบนใบปลิว นามบัตร เมนู ป้ายร้าน เสื้อยืด หรือในสื่ออื่นๆที่คนมองเห็นได้ง่าย ไม่เพียงแค่การใช้สื่อเท่านั้น ถ้าคุณมีโอกาสได้จัดงาน Workshop หรือร่วมบรรยายในงานสัมนาคุณก็สามารถใส่ช่องทางติดตามแฟนเพจบนสไลด์เนื้อหาที่คุณใช้ประกอบการบรรยายได้เช่นกัน

 

จัดกิจกรรมและคอยอัปเดตโปรโมชั่นบนเพจเสมอ

เพียงแค่คุณโปรโมตสินค้าและบริการของคุณบนแฟนเพจ Facebook ก็เท่ากับเป็นการโปรโมตแฟนเพจของคุณแล้ว และยิ่งคุณอัปเดตโปรโมชั่นบนแฟนเพจอย่างสม่ำเสมอในทุกครั้งที่จัดโปรโมชั่น แฟนเพจก็จะเกิดการรับรู้ว่าถ้าอยากได้สิทธิพิเศษดีๆ ต้องเข้ามาติดตามแฟนเพจของคุณ ซึ่งการจัดโปรโมชั่นและจัดกิจกรรมแจกรางวัลยิ่งจัดได้น่าสนใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจให้คนต้องการเข้าร่วม อยากกดไลค์และแชร์ต่อได้มาก โดยคุณสามารถหาไอเดียได้จากสิ่งที่คนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากแหล่งต่างๆ จากการเก็บสถิติคอนเทนต์ของคุณเอง การถามความคิดเห็น ดูจากคู่แข่งหรือเพจที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

 

 

สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพจธุรกิจอื่นๆและอินฟลูเอนเซอร์

การสร้างพันธมิตรและเครือข่ายช่วยกระจายชื่อเสียงแฟนเพจของคุณได้ ทำได้โดยการติดตามและเข้าไปมีส่วนร่วมกับเพจธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งแฟนเพจของอินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกับคุณ แล้วช่วยโปรโมตคอนเทนต์หรือข่าวสารจากเพจของเขาโดยการแชร์ต่อมายังเพจของคุณ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้เขาอยากติดตามแฟนเพจของคุณกลับบ้างและเป็นการง่ายที่จะชักชวนพวกเขามาจัดกิจกรรมด้วยกัน หรือร่วมเป็นช่องทางในการแชร์ข่าวสารของกันและกันในโอกาสต่อไป และอีกช่องทางที่ลืมไม่ได้คือแฟนเพจข่าวสารประจำท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล คนมีชื่อเสียงและมีคนติดตามเป็นจำนวนมากในพื้นที่นั้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญและสามารถเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในลักษณะเดียวกันนี้ได้

 

ตอบกลับผู้ติดตามที่มาคอมเมนต์หรือกล่าวถึงเรา

อีกวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดไลค์และผู้ติดตามได้ดีคือการตอบกลับคอมเมนต์อย่างสม่ำเสมอ ทำได้ตั้งแต่การขอบคุณ การตอบคำถามและข้อสงสัย หรือแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเข้ามาคอมเมนต์ การเข้าไปตอบกลับนี้เองช่วยเพิ่มการมองเห็นในแฟนเพจจากการที่ระบบจะแสดงโพสต์ที่คุณตอบกลับคนคนนั้นบนหน้าฟีดของเขา รวมถึงบนหน้าฟีดของผู้ชมที่กำลังติดตามคุณอยู่ด้วย

 

โปรโมตแฟนเพจที่เปรียบเหมือนหน้าร้านจนดังแล้ว ก็อย่าลืมดูแลงานหลังบ้านให้ดีคู่กันด้วย การใช้ระบบ Fulfillment ที่ช่วยตั้งแต่งานเก็บ แพ็ค ส่ง นอกจากจะช่วยให้จัดการงานหลังบ้านได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณมีเวลาเหลือไปวางแผนพัฒนาธุรกิจและแผนการตลาดได้อีกยาวๆ

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ที่มา:

blogs.constantcontact.com/promote-new-facebook-page

thrivehive.com/how-to-promote-your-facebook-page-for-free

ทำโฆษณา Facebook แม่นยำขึ้น! ด้วย Metrics ใหม่ ที่จะเริ่มใช้เร็วๆ นี้

Facebook ได้ออกมาประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่าในวันที่ 30 เมษายนนี้ จะยกเลิกการให้คะแนน Relevance Score หรือการวัดคะแนนคุณภาพและประสิทธิภาพโฆษณาแบบเดิม แล้วเปลี่ยนมาใช้ 3 Metrics ที่วัดประสิทธิภาพโฆษณาได้ละเอียดกว่า ทำให้การยิงโฆษณาแม่นยำยิ่งขึ้น

 

3 Metrics ใหม่มีอะไรบ้าง

 

1. Quality ranking คือการวัดคุณภาพโฆษณาของคุณเปรียบเทียบกับโฆษณาที่แข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

 

2. Engagement rate ranking คือการเปรียบเทียบอัตราส่วนการมีส่วนร่วมในโฆษณาของคุณกับโฆษณาที่แข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

 

3. Conversion rate ranking คือการเปรียบเทียบอัตราส่วน Conversion Rate ในโฆษณาของคุณกับโฆษณาที่มี Optimization Goal เท่ากันและแข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

 

 

นอกจาก Relevance Score ทาง Facebook ก็เตรียมยกเลิกอีก 6 Metrics และแทนที่ด้วย Metrics ที่วัดผลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งทั้ง 6 ตัวนั้น ได้แก่

  • ยกเลิก Offers Saved และ Cost Per Offers Saved เปลี่ยนมาเป็น Post Saves ที่บอกเราได้ว่ามีคนกด Save โฆษณาเราไปกี่คน (รวมถึง Offer Ad saves ด้วย) ซึ่ง Post Saves ได้เริ่มใช้ไปแล้วตั้งแต่ 12 มีนาคม โดยจะนับ post saves ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป
  • ยกเลิก Messaging Replies Cost Per Messaging Replies เปลี่ยนมาเป็น

          New Messaging Connections ที่จะนับแค่ New Conversation จากคนที่ไม่เคยส่งข้อความเข้ามาถึงคุณเลย

          Messaging Conversations Started ที่จะนับทั้ง New Conversation จากคนที่ไม่เคยส่งข้อความถึงคุณ และจำนวน Conversation จากคนส่งที่ไม่ได้ข้อความถึงคุณในช่วง 7 วันที่ผ่านมา

  • รวม Mobile App Purchase ROAS และ Web Purchase ROAS กลายเป็น Purchase ROAS คือการคิด ROAS  (Return on Ad Spend) จากทุกช่องทาง ปรับการคิดตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าที่นิยมการซื้อแบบ omni-channel มากขึ้นนั่นเอง

การปรับ Metrics ครั้งนี้ช่วยให้นักโฆษณาอย่างเราสามารถประเมินผลการทำโฆษณาได้ดีขึ้นจากการได้ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมด้วย Metrics ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อ Metrics บนแพลตฟอร์มเปลี่ยนเราเองก็ต้องไม่ลืมที่จะเปลี่ยน Metrics แบบใหม่เข้าไปแทนที่ตัวเดิมในรายงานการทำโฆษณาของเราด้วย

จบงานหน้าบ้านก็อย่าลืมดูแลงานหลังบ้านให้ดีควบคู่กันไปด้วยนะ ทั้งการเก็บสินค้ารักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การแพ็กเพื่อเตรียมส่งให้เรียบร้อยสวยงาม และการจัดส่งที่รวดเร็วได้มาตรฐาน อยากได้งานดีแบบประหยัดแรงและเวลาลองปรึกษา Akita  Warehouse ผู้เชี่ยวชาญได้ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มา:

marketingland.com

www.facebook.com/business/news

รวมเว็บขายของต่างประเทศ สำหรับร้านที่อยากไปให้สุดไม่หยุดแค่ตลาดในไทย

ทำไมเปิดการขายที่เว็บขายของต่างประเทศจึงน่าสนใจ คำตอบก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าตอนนี้ธุรกิจ E-commerce อัตรการเติบโตแต่จะสูงขึ้นทุกปี จากผลการสำรวจของ ETDA ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่มาแรงธุรกิจ E-commerce 4.0 ที่การขายสินค้าและบริการออนไลน์สู่ต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 23.06% (จากปีก่อนที่มีเพียง 13.47% ) ทั้งนี้เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุน E-commerce ไทยให้ขยายตลาดไปได้ทั่วโลก และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศนั้นก็ทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เพราะเรามีเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อคนทั้งโลกเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบให้ใครก็เข้าถึงข้อมูลได้ อย่างเช่นเว็บขายหรือ Online Marketplace ของต่างประเทศที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจจากหลากหลายประเทศเข้ามาเปิดการขายบนช่องทางเดียวกันได้ และนี่คือตัวอย่างของเว็บที่กำลังได้รับความสนใจในตอนนี้

เข้าถึงลูกค้าจากทั่วโลก

 

 

eBay

เป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้เข้ามาซื้อหรือขายสินค้ากันได้ที่เว็บไซต์ โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องเป็นสมาชิกของ eBay ก่อน รูปแบบการขายที่เป็นจุดเด่นนั่นก็คือการขายทั้งแบบปกติในราคาตายตัว และการขายแบบประมูลราคาที่ผู้ซื้อเสนอราคาสูงสุดที่เขาต้องการจะซื้อ สินค้าที่ขายมีตั้งแต่สินค้ามือสองจากบุคคลทั่วไปหรือสินค้าผลิตเอง ไปจนถึงสินค้าที่ผลิตโดยเจ้าของแบรนด์ ซึ่งต้องไม่เป็นสินค้าต้องห้าม ยกตัวอย่างเช่น สินค้าปลอม ละเมิลลิขสิทธิ์ อาวุธหรือยาเสพติด เป็นต้น การที่ eBay มีระบบให้ดาวที่ลูกค้าสามารถลงคะแนนให้ร้านค้าได้ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านค้าได้เป็นอย่างมาก สำหรับการชำระเงินสินค้าสามารถชำระผ่าบัตรเครดิต เดบิต หรือโอนข้ามประเทศได้ทันทีผ่านบัญชี Paypal ระบบจ่ายเงินออนไลน์ที่นักช็อปและนักขายสายอินเตอร์คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

 

Amazon

เว็บขายของที่เริ่มจากการขายหนังสือออนไลน์และวิดีโอหนัง จนในช่วงเวลาต่อมาที่มีการขยายกิจการทำให้ Amazon มีการเพิ่มหมวดสินค้าออกเป็นหลายหมวดจนเรียกได้ว่าแทบจะมีทุกอย่างวางขาย จากเดิมที่ Amazon มีเว็บสำหรับให้บริการลูกค้าในอเมริกาเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้ทำเว็บไซต์ย่อยซึ่งเป็นเหมือนเว็บสาขาเพื่อขายสินค้าให้ประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น  (ประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้สามารถสั่งสินค้าผ่านเว็บหลักได้) รับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เดบิต หรือชำระผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่าง Amazon Pay นอกจากการมีระบบให้คะแนนรีวิวเหมือนแพลตฟอร์มอื่น Amazon ยังมีจุดเด่นในเรื่องของการมีระบบ Fulfillment ไว้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ร้านค้าในสังกัด (ซึ่งต้องคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม) มีเครื่องมือสำหรับทำการตลาดที่คุณสร้างโฆษณาและทำโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าบนเว็บ Amazon ที่มีระบบสถิติเพื่อให้คุณนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้

Etsy

เว็บนี้จะต่างกับ eBay และ Amazon ที่มีการแข่งขันสูงตรงที่มีความเป็น Community มากกว่า (ค่าธรรมเนียมเปิดร้านค่อนข้างถูกกว่าด้วย) คนขายและคนซื้อต่างเป็นคนที่ชอบงานฝีมือจากทัวโลก ดังนั้นเว็บนี้จึงไม่เน้นขายสินค้าหลายหมวดหมู่ แต่จะเน้นสินค้างาน Handmade งาน Craft ที่เราทำด้วยตัวเองหรือมีส่วนในการออกแบบและผลิต (ซึ่งตรงนี้ต้องระวังให้ดีถ้าใครลักไก่ไปรับสินค้าจากโรงงานมาขายมีสิทธิ์โดนแบนเสียจนเสียชื่อเสียงร้านและโดนห้ามขายได้) และสินค้าวินเทจที่มีอายุมากกว่า 20 ปี สำหรับวิธีรับชำระเงินก็ทำได้ผ่าน Paypal เช่นกัน

 

เน้นลูกค้าจีน

 

 

 

Taobao

เว็บไซต์สัญชาติจีนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีร้านขายของออนไลน์ของตัวเองได้ เน้นแบรนด์หรือกิจการท้องถิ่น ร้านค้าปลีกส่วนบุคคล รูปแบบการซื้อขายจึงทำในลักษณะ C2C ที่ผู้บริโภคซื้อขายกับผู้บริโภค เงื่อนไขตั้งร้านก็ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ดังนั้นสินค้าที่ขายจึงมักเป็นของที่ซื้อขายได้เร็ว ผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพมากนักเพราะราคาถูก ใครที่สนใจเปิดร้านกับ Taobao เอกสารที่ต้องเตรียมได้แก่ พาสปอร์ต เบอร์โทรศัพท์ในจีน (แนะนำให้เปิดเบอร์ที่สำนักงานค่ายมือถือเพราะเขาจะใช้พาสปอร์ตของเรายืนยันตัวตนให้เราได้) บัญชี Alipay ที่ยืนยันตัวตนแล้ว และบัญชีธนาคารจีนที่เปิดในประเทศจีน ซึ่งวิธีชำระเงินทำได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต  Alipay

 

 

JD Worldwide

เป็นแพลตฟอร์มขายตรงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน เปิดโอกาสให้นักธุรกิจชาวต่างชาติได้ขายตรงสินค้าคุณภาพและของแท้ในราคาจับต้องได้แก่ลูกค้าชาวจีน (ลักษณะการขายแบบ B2C) โดยไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่หรือเปิดบัญชีธนาคารในจีน พูดง่ายๆ คือจุดเด่นของเจ้านี้อาจเปรียบได้กับ Amazon ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอันดับแรกในการให้ความสำคัญกับระบบ Fulfillment และการจัดส่งที่รวดเร็ว สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการเปิดร้านบน JD Worldwide ต้องเป็นผู้ที่จดทะเบียนนิติบุคคลนอกจีน มีใบอนุญาตประกอบการค้าปลีกและการค้าในต่างประเทศ และเป็นเจ้าของแบรนด์ชาวหรือตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจ โดยผู้ขายสามารถสร้าง JD store บนแพลตฟอร์ม JD ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องมีการเสียค่าประกันโดยจำนวนขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชั่นให้ทางแพลตฟอร์ม สำหรับวิธีชำระเงินมีทั้งบัตรเครดิต WeChat Pay JD Pay

 

นี่เป็นเพียงบางส่วนของเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ E-commerce ที่เราได้นำมาแนะนำ แพลตฟอร์มไหนตอบโจทย์ธุรกิจของคุณก็ลองพิจารณากันดู ไม่เพียงแค่การเลือกแพลตฟอร์มที่ดีจะเป็นการการันตีความสำเร็จของเราได้ ตัวเราเองก็ต้องมีการศึกษาลู่ทาง หาข้อมูล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ดีด้วย และจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Fulfillment ของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อส่งมอบประสบการณ์ซื้อขายที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าผ่านสินค้าและบริการที่ได้คุณภาพ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าระบบ Fulfillment จะเหมาะกับบริษัทใหญ่ๆเท่านั้น ไม่ว่านักธุรกิจระดับไหนก็สามารถใช้ได้ แน่นอนว่าถ้าเรามีการจัดการระบบหลังบ้านที่ดี ผลงานออกมาดี เราก็ทำธุรกิจได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะสร้างระบบ Fulfillment เอง หรืออยากมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลก็สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระบบ Fulfillment ที่พร้อมให้คำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจของคุณ

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มา:
www.etda.or.th
www.smmagonline.com
www.digitalfodder.com

สูตรลัดปั้นร้านเสื้อผ้าแฟชั่น เคล็ดลับพร้อมใช้เปิดร้านได้เลย!

ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ธุรกิจในฝันของคนยุคใหม่นอกจากจะได้อยู่กับของสวยงามทุกวันแล้ว ยังเป็นธุรกิจที่ทำกำไรง่าย มีตลาดรองรับแน่นอน เมื่อเป็นแบบนี้ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นก็ยิ่งได้รับความนิยม คู่แข่งในตลาดยิ่งมีมาก ฉะนั้นหากคิดจะทำธุรกิจประเภทนี้แล้วก็ต้องรู้จักวางแผนสักหน่อย ซึ่งต้องเป็นแผนธุรกิจที่ครอบคลุมทุกด้านไม่ใช่แค่จะขายอะไรที่ไหนให้ใคร เพราะการบริหารด้านอื่นๆ ก็เป็นตัวแปรที่ทำให้รอดหรือร่วงได้เช่นกัน สำหรับใครที่ไฟแรง อยากเปิดร้านแล้ว แต่เวลาเตรียมตัวค่อนข้างจำกัดมาลองดูเคล็ดลับเหล่านี้ที่จะช่วยให้คุณวาดภาพธุรกิจและคิดแผนได้ในเร็วขึ้น

 

 

เตรียมแผนการทำธุรกิจและการตลาด

หาว่าอยากขายเสื้อผ้าแบบไหน สำหรับชาย หญิง หรือเด็ก ประเภทของเสื้อผ้า ประเภทของวัสดุ นอกจากนี้ต้องดูความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราขายกับงบประมาณไปด้วยกันได้หรือไม่ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าของพื้นที่นั้นๆ คนที่จะมาเป็นลูกค้า กฏหมายทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้และหากเกิดความติดขัดในการทำความเข้าใจข้อกฏหมายที่ซับซ้อนควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่เราศึกษาสามารถนำมาใช้พัฒนาแผนธุรกิจและแผนการตลาดต่อไปได้เป็นอย่างดี

 

วางแผนการเงินให้พร้อม

ทั้งเงินสำหรับซื้อสินค้าและบริหารสต็อก สำหรับบริหารจัดการทุกขั้นตอนของร้านค้า ค่าอุปกรณ์ ค่าจ้างพนักงานและการมีสวัสดิการต่างๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินถือเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบหากขาดเสถียรภาพก็ทำให้ทุกขั้นตอนชะงักได้ง่ายๆ ซึ่งหลังจากคุณวางแผนงบประมาณและทราบจำนวนเงินทุนที่คุณต้องเตรียมแล้ว คุณก็ต้องหาทางออกต่อไปอีกว่าจะระดมทุนได้จากที่ไหน สถาบันการเงินอะไรที่ช่วยคุณได้  และอีกเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลยคือการมีเงินสำรองเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินอยู่เสมอ

 

 

เตรียมเปิดร้านค้าออฟไลน์ / ออนไลน์ (หรือทำทั้ง 2 ช่องทาง)

สำหรับการมีหน้าร้านจริงนอกจากเรื่องตัวอาคาร สถานที่ตั้งของร้านแล้วควรพิจารณาว่าประเภทสินค้าเหมาะจะเปิดร้านข้างในหรือนอกห้างสรรพสินค้า ร้านควรมีขนาดเท่าไรจึงจะพอดีกับสต็อกสินค้าของเรา ดูว่าเรามีโอกาสได้ลูกค้า(ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายและมีกำลังซื้อ) จากพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่ด้วย แต่ใครที่อยากเริ่มต้นด้วยการเปิดเป็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ก่อน (หรือขายทั้งออนไลน์และหน้าร้านจริงควบคู่กัน) ก็ต้องดูว่าสินค้าของเราเหมาะจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มใดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราจะหาเจอ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่าน  Website Social Media หรือ Online Marketplace (ที่นิยม เช่น Lazada Shopee  Looksi Zilingo) และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้เราปิดการขายได้ง่ายด้วย

 

เตรียมการผลิตหรือหาแหล่งที่จะรับเสื้อผ้ามาขาย

วางแผนเปิดโรงงานสำหรับผลิตเอง หรือหาแหล่งที่เราจะไปรับเสื้อผ้าแฟชั่นมาขายได้ในคุณภาพที่น่าพอใจและราคาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ร้านขายส่ง ติดต่อ Supplier งานแสดงสินค้า และที่กำลังนิยมในตอนนี้คือการรับมาจากผู้นำเข้าสินค้าจีน หรือเว็บไซต์ของจีนอย่าง Taobao TMall 1688

 

วางระบบร้านค้าและการสต็อกสินค้า

มีสินค้าจะขายแล้วก็ต้องเตรียมโกดังเก็บสินค้าและระบบจัดการภายใน ขั้นตอนนี้ก็สำคัญมากเพราะการเก็บสินค้าในคลังที่ได้มาตรฐานช่วยรักษาคุณภาพสินค้าได้ การมีพนักงานที่รู้งาน มีเทคโลยีที่เหมาะสมมาช่วยงาน มีระบบบริหารจัดการตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บ แพ็ก จัดส่งที่ดี ช่วยทำให้ได้ผลงานคุณภาพเสร็จทันตามเวลาส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยคุณสามารถสร้างระบบขึ้นมาเองซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวสักหน่อยและงบประมาณค่อนข้างสูง หรือเช่าโกดังเก็บสินค้าที่มาพร้อมบริการ Fulfillment ที่คุณใช้บริการได้เลยและวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

 

วางนโยบายร้านค้า

ทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารร้านประจำวัน เวลาทำการ ระเบียบในการทำงานและนโยบายที่เกี่ยวกับการดูแลลูกจ้าง นโยบายในการให้บริการลูกค้า เช่น การรับประกันคุณภาพสินค้า การดูแลหลังการขาย ซึ่งนโยบายเหล่านี้ควรมีการแจ้งให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบโดยทั่วกัน

 

จัดโปรโมชั่น ทำการตลาดเพื่อโฆษณาร้าน บนช่องทางและวิธีที่เหมาะกับสินค้า

บนช่องทางออฟไลน์ โดยการจัดงานเปิดตัวร้านที่มีการแจกส่วนลด ของรางวัลที่หน้าร้าน การโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ของท้องถิ่น รายการวิทยุ การทำป้ายโปรโมต ใบปลิว

บนช่องทางออนไลน์ โปรโมตผ่าน Facebook LINE@ หรือ Website ทั้งของร้านเราเอง พันธมิตรธุรกิจ หรือของชุมชนที่ร้านเราตั้งอยู่ ผ่านการทำคอนเทนต์ การทำกิจกรรมต่างๆให้คนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้เรายังทำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ดัวกล่าวนี้ รวมถึงบนหน้า Search Engine  อย่าง Google ที่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ใช้งบที่ค่อนข้างยืดหยุ่น มีระบบช่วยเก็บสถิติ ทำให้เราวิเคราะห์ผลการลงโฆษณาได้เป็นอย่างดี

 

พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะ ว่าหากจะเริ่มทำร้านเสื้อผ้าแฟชั่นต้องเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง และขอฝากไว้อีกครั้งว่าคุณภาพของสินค้าสำคัญมาก แม้เรามั่นใจว่าได้สินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ แต่หากเราขาดการจัดการระบบสต็อกที่ตรงตามมาตรฐานก็สามารถส่งผลถึงคุณภาพสินค้าและคุณภาพงานโดยรวมได้ ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าจะจัดการได้ดีไหม หรือต้องการใครสักคนมาแบ่งเบาภาระงานสต็อกเพื่อที่คุณจะมีเวลาคิดแผนขยายธุรกิจมากขึ้นลองปรึกษาผู้ให้บริการ Fulfillment อย่าง Akita Warehouse ที่ยินดีให้คำปรึกษาและจัดแพ็กเกจที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

ที่มา: www.entrepreneur.com

10 เทคนิคขายของออนไลน์ 2019 ที่มือโปรชอบใช้จนขายดีมาแล้ว

ร้านขายของออนไลน์เปิดง่าย แต่จะทำอย่างไรให้ปัง ยอดสั่งซื้อทล่มทลายนี่สิครับเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมตัวกันดีๆหน่อย ก่อนจะขายได้ก็ต้องมีคนรู้จักร้านออนไลน์ของเราผ่านการโปรโมต ที่นิยมใช้กันปัจจุบัน และคนเข้าถึงได้ง่ายก็คือการใช้โซเชียลมีเดียนั่นเอง ใครที่ยังสับสนว่าควรเริ่มจากตรงไหนหรือไม่แน่ใจว่าแผนที่เราใช้อยู่ไปได้ถูกทางหรือไม่ มาเช็คไปด้วยกันทีละข้อกับ 10 เทคนิคขายของออนไลน์ สำหรับปี 2019 ดังต่อไปนี้

 

1. เน้นใช้แพลตฟอร์มเดียวในการโปรโมตช่วงเริ่มต้น

เลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ โดยช่วงเริ่มต้นควรเริ่มที่แพลตฟอร์มเดียวก่อนแล้วโฟกัสช่องทางนั้นให้เต็มที่จนสามารถสร้างฐานแฟนและธุรกิจมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ก่อนจะขยายช่องทางโปรโมตไปแพลตฟอร์มอื่นที่ช่วยส่งเสริมช่องทางหลักในการขยายฐานลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น เริ่มจากขายทาง Facebook แล้วสร้างฐานแฟนได้ระดับหนึ่งจนเรานำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าของเราส่วนมากอยู่ในกลุ่มไหน หากวัยรุ่นเป็นกลุ่มหลักอาจลองใช้ Instagram ช่วยกระจายคอนเทนต์ที่เน้นรูปภาพสวยงามและ Lifestyle ควบคู่กับการโปรโมตบน Facebook ซึ่งเป็นหน้าร้านออนไลน์ช่องทางหลักได้

 

2. คอนเทนต์ที่ใช้บนทุกสื่อต้องแสดงถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์

ไม่ว่าเราจะใช้กี่ช่องทางในการโปรโมตธุรกิจก็ตาม ควรใช้คอนเทนต์ที่สื่อถึงความเป็นแบรนด์ของเราให้เหมือนกันทุกๆช่องทาง ลูกค้าเห็นเราจากที่ไหนก็จดจำเราได้ ซึ่งทำได้โดยการใช้สี ภาพ ตัวอักษรโลโก้ ที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของแบรนด์

 

3. ทำคอนเทนต์ที่สอดคล้องความสนใจ ในเวลาที่ใช่ ดูได้เพลินๆ (RITE Formula)

ทำคอนเทนต์ตามหลักการ RITE นั่นคือ มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ขายและกลุ่มลูกค้า (Relevant) มีความน่าสนใจ (Interesting) ทำออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่คนกำลังสนใจ (Timely) และดูแล้วให้ความบันเทิงได้ (Entertaining)

 

 

4. แอบส่องว่าลูกค้าด้วยกันเองเขาพูดถึงเราอย่างไรบนโซเชียลมีเดีย

ดูว่าลูกค้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเราว่าอย่างไรผ่านการคอมเมนต์ทั้งบนโซเชียลมีเดียร้านค้าออนไลน์ของเราเองหรือช่องทางที่เกี่ยวข้อง เช่น เพจรีวิวสินค้า แฮชแท็ก (Hashtag) ที่มีการกล่าวถึงแบรนด์ของเรา ซึ่งเราควรแอบส่องอย่างเงียบๆ ไม่ควรพยายามไปบิดเบือนการสนทนาโดยการแกล้งเป็นลูกค้าแล้วเข้าไปคอมเมนต์สร้างการชี้นำให้คนอื่นๆคล้อยตามไป หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการทำให้เราเองไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง หากโดนจับได้ธุรกิจของเราก็จะเสียชื่อไปด้วย

 

5. นำสิ่งที่ลูกค้าโพสต์เกี่ยวกับคุณบนโซเชียลมีเดียของเขามาโพสต์ซ้ำ

สิ่งที่ลูกค้าโพสต์ถึงคุณบนโซเชียลมีเดีย เช่น ภาพลูกค้ากำลังใช้สินค้าของคุณใน Instagram เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าคนอื่นได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นความคิดเห็นจากลูกค้าตัวจริงและมีความน่าเชื่อถือสูงจากการโพสต์ผ่านช่องทางส่วนตัวของลูกค้าเอง

 

6. อย่าลืมให้ความสำคัญคะแนนรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย

ช่องทางแรกที่ลูกค้ามักจะมองหารีวิวสินค้าคือส่วนให้คะแนนความคิดเห็นที่มีอยู่ในแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์นั่นเอง เช่น Facebook จะมีการให้แสดงความคิดเห็นในลักษณะการ recommend  ส่วน Google มีการให้จำนวนดาวเป็นคะแนนรีวิว ยิ่งมีคะแนนรีวิวหรือได้รับการแนะนำมากก็ยิ่งน่าเชื่อถือ ดังนั้นคุณจึงควรใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ให้มากโดยการขอให้ลูกค้าช่วยให้คะแนนรีวิวในทุกครั้งที่มีโอกาส

 

 

7. กับลูกค้าบ้าง อย่าใช้แค่การตลาดแบบอัตโนมัติช่วยสื่อสาร

แม้ว่าคุณจะให้ระบบช่วยทำงานได้ทั้งการส่งอีเมล์อัตโนมัติ การจัดตารางการโพสต์คอนเทนต์ล่วงหน้าไปยังหลากหลายช่องทางในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเงินและเวลาก็จริง แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ยังต้องการการสื่อสารที่ให้ความรู้สึกถึงความ “เป็นมนุษย์” คือได้พุดคุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่แค่รอชมคอนเทนต์ที่ระบบคอยป้อนให้ชมตามตารางเวลาที่ถูกกำหนดไว้ การที่เราคุยกับลูกค้าด้วยตัวเองช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระยะยาวและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้

 

8. ใช้การ Live สื่อสารกับลูกค้าแบบ Real Time

การ Live ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดีเพราะสามารถโต้ตอบได้แบบ Real Time พร้อมกันทีละหลายคน โดยการ Live ที่นิยมในไทยจะเป็นการ Live บน Facebook และ Instagram การ Live ยังส่งเสริมให้เกิดการติดตามอย่างต่อเนื่องได้หากคุณมี Live เป็นประจำทุกสัปดาห์ คนดูก็จะเกิดการจดจำและตามเข้ามาดูเมื่อถึงเวลา นอกจากนี้คุณยังสามารถนำคอนเทนต์ภายหลังจากการ Live ไปอัปโหลดในช่องทาง Podcast ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ได้อีกช่องทางด้วย

 

9. ขอความคิดเห็นและข้อมูลจากลูกค้าผ่านแบบสอบถาม

อยากได้ข้อมูลเจาะลึกจากกลุ่มเป้าหมายจริงๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คือถามเขาไปตรงๆเลย ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้เราเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นผ่านการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ที่ทำได้หลายรูปแบบ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาผู้ตอบถึงที่แถมยังเข้าถึงคนได้จำนวนมาก ที่ง่ายที่สุดสำหรับร้านออนไลน์ที่มีร้านบน Facebook ก็คือการสร้างแบบสอบถาม หรือโพลวัดผลโหวตบนแพลตฟอร์มให้สมาชิกทุกคนได้เห็นพร้อมกันในทีเดียว ทั้งนี้อาจมีการให้รางวัลตอบแทนเล็กน้อยเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้อีกด้วย

 

10. จัดโปรโมชั่น การแข่งขัน แจกรางวัล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากลูกค้า

อะไรจะดึงดูดคนได้ดีไปกว่าการลด แลก แจก  แถม ซึ่งเป็นวิธีที่ใครก็ใช้ได้ผลทั้งนั้น นอกจากได้การมีส่วนร่วมจากลูกค้า คุณยังได้สร้างการรับรู้ในแบรนด์ต่อไปยังคนในกลุ่มอื่นๆที่อาจกลายมาเป็นลูกค้าร้านออนไลน์ของคุณได้ด้วย ซึ่งทำได้โดยการแชร์คอนเทนต์ต่างๆออกไปโดยผู้ร่วมกิจกรรม การติดแฮชแท็ก หรือแม้แต่การบอกปากต่อปาก

อ่านจบแล้วก็จะเห็นว่าทั้ง 10 เทคนิคสำหรับร้านออนไลน์ที่เราได้นำมาฝากนั้นค่อนข้างต้องใช้เวลาเหมือนกันนะครับ เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งผ่านการทำคอนเทนต์ และการพูดคุย การตอบคอมเมนต์ เมื่องานหน้าบ้านต้องดูแลให้ดี งานหลังบ้านอย่างการจัดการสินค้าตั้งแต่การเก็บและดูแลสต็อก การแพ็กสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าก็ต้องใส่ใจทำให้ดีไม่ต่างกันครับ งานได้มาตรฐาน บริการประทับใจ ลูกค้าไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าเกรงว่างาน เก็บ แพ็ก ส่ง จะจัดการเองไม่ไหวก็ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Fulfillment ช่วยทำแทนคุณได้ อย่าง Akita Warehouse ที่นักธุรกิจตัวจริงยังเลือกใช้จากความประทับใจในบริการและผลงานที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ (อยากรู้ว่าดีอย่างไรตามมาอ่านต่อได้เลย >> Akita Warehouse)

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ที่มาบทความ : https://smallbiztrends.com/2018/10/15-social-media-marketing-strategies-the-pros-use