preloder

กระตุ้นยอดขาย หลังหยุดยาวด้วยเคล็ดลับเพิ่มยอดต่อเนื่อง

หลังวันหยุดยาวใครๆ ก็มักจะไม่อยากใช้จ่ายสักเท่าไหร่เพราะจ่ายหนักไปแล้วกับการท่องเที่ยวช่วงวันหยุด หรือแม้แต่เสียเงินช็อปปิ้งให้กับร้านค้าที่แข่งขันกันจัดโปรโมชั่นก่อนหยุดยาว ร้านค้าจึงอาจจะทำยอดขายได้ยากสักหน่อยเมื่อต้องเจอสภาวะแบบนี้ แต่ก็อย่าเพิ่งถอดใจไปเพราะยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยได้ ‘กระตุ้นยอดขาย’ บางวิธีก็ทำได้เลยไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก จะมีอะไรบ้างนั้นลองไปติดตามกันต่อได้เลย

 

กระตุ้นยอดขาย-1
ที่มา: www.easynetwork.co.th

นำแคมเปญวันหยุดไปใช้ต่อ /ขยายเวลาจัดโปรโมชั่น

เราสามารถนำแคมเปญที่จัดไปแล้วในช่วงก่อนวันหยุดยาวมาจัดซ้ำอีกได้ หรือแม้แต่ขยายเวลาให้ลูกค้าที่พลาดช่วงเวลาโปรโมชั่นได้มีโอกาสร่วมกิจกรรม หากเคยแจกส่วนลด คูปองต่างๆ ก็ขยายเวลาการใช้สิทธิ์ออกไปอีกนิดหน่อย ซึ่งหนึ่งในจำนวนผู้ที่กลับมาซื้อซ้ำก็คือลูกค้าขาประจำที่ชื่นชอบแบรนด์ของคุณ การขยายระยะเวลาโปรโมชั่นจึงเท่ากับเป็นการสัมนาคุณพวกเขาไปในตัว กระตุ้นยอดขาย ไปอีกด้วย

นำสินค้าสุดฮิตมาจัดโปรโมชั่นหลังหยุดยาว

ใช้ข้อมูลสถิติการขายให้เป็นประโยชน์ ดูว่ามีสินค้าตัวไหนบ้างที่ทำยอดขายได้ดี เป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ก็เอาออกมาจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายได้ในช่วงนี้ โดยอาจนำมาจับคู่ทำโปรโมชั่นรวมกับสินค้าตัวอื่นเพื่อกระตุ้นยอดคู่กันไปด้วยได้

กระตุ้นยอดขาย-2
ที่มา: tcatcargo.com

 

จัดกิจกรรมร่วมสนุกกับสินค้า

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ง่ายนั่นคือให้ลูกค้าถ่ายรูปกับสินค้าของคุณ ถ้าเป็นธุรกิจประเภทบริการก็ให้ถ่ายรูปขณะมาใช้บริการหรือเช็คอินสถานที่แล้วโพสต์ลง Social Media โดยคนที่ร่วมกิจกรรมจะได้รับส่วนลดหรือสิทธิ์พิเศษต่างๆ เมื่อซื้อสินค้าในครั้งต่อไป การทำแบบนี้คุณได้ทั้งกระตุ้นยอดขาย ได้สมนาคุณลูกค้าเก่า และยังเป็นการสร้าง Awareness ในกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ตามมาซื้อหลังจากที่เห็นการแชร์โพสต์สินค้าของคุณ

ชวนลูกค้าประจำที่รักคุณมาช่วยทำ Review หรือ Testimonial

ชวนลูกค้าที่ประทับใจในสินค้าและการบริการของคุณมาช่วยเขียน Review ซึ่งอาจจะเป็นการ Review บนคอนเทนต์ที่คุณโพสต์หรือบนฟังก์ชั่น Review ของ Social Media ที่มีพื้นที่ให้เขียนคอมเมนต์และให้คะแนนบนแพลตฟอร์มได้เลย หรือชวนลูกค้าประจำมาช่วยทำ Testimonial บอกเล่าถึงประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้สินค้าของคุณ โดยที่คุณสามารถนำคอนเทนต์ Review หรือ Testimonial ไปแชร์ต่อบนช่องทางต่างๆ ได้ นับเป็นการโปรโมตสินค้าผ่านการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

กระตุ้นยอดขาย-3
ที่มา: www.listrak.com

ส่งอีเมล์ขอบคุณลูกค้า /แนะนำสินค้าแบบ Personalized

จบช่วงเทศกาลไม่ได้หมายถึงคุณต้องขาดการติดต่อกับลูกค้าแล้วรอจนเทศกาลใหม่มาถึง การสื่อสารกับลูกค้าเป็นสิ่งที่คุณควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการได้ลูกค้ามาใหม่นั้นทำได้ไม่ยากเท่าการรักษาลูกค้าเก่า หรือแม้แต่การจะเปลี่ยนใจให้คนที่เข้ามาชมสินค้ากลายมาเป็นลูกค้าก็ต้องอาศัยการสื่อสารเช่นกัน นอกจากการสื่อสารบน Social Media การส่งคอนเทนต์ ส่งข้อความไปขอบคุณทางอีเมล์ก็ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับคุณมากขึ้น คุณอาจแนะนำสินค้าใหม่หรือแนะนำสินค้าแบบ Personalized ที่ลูกค้าน่าจะสนใจโดยอ้างอิงจากประวัติการซื้อที่ผ่านมาของพวกเขา

นำสินค้าตัวใหม่มาวางขาย เปิดตัวบริการใหม่

แทนที่คุณจะเปิดตัวสินค้าในช่วงเทศกาลที่ใครๆ ก็แข่งกันจัดโปรโมชั่น  แล้วเลือกเปิดตัวสินค้าใหม่หลังจบเทศกาลที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองและกระตุ้นให้คนสนใจสินค้าใหม่ได้ไม่ยากนักไปพร้อมกับการเปิดตัวแคมเปญการตลาด ซึ่งคุณสามารถใช้วิธีให้ร่วมสนุกกับสินค้า หรือการทำ Review ตามที่ยกตัวอย่างข้างต้นมาเป็นเงื่อนไขในการให้สิทธิพิเศษ ยิ่งลูกค้าคนไหนชอบซื้อสินค้าใหม่ๆ ก็ย่อมไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้ใช้สินค้าก่อนใครแน่นอน

เลือกช่วงเวลาและเลือกทำโปรโมชั่นหลังวันหยุดที่เหมาะกับคุณได้แล้ว ก็อย่าลืมเตรียมความพร้อมในการจัดการสต็อกให้ดี ต่อให้คุณจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจแค่ไหนแต่ละเลยเรื่องการควบคุมคุณภาพการทำงานจนส่งผลถึงคุณภาพสินค้า เกิดความล่าช้าในการทำงาน จนลูกค้าได้รับสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐาน ก็อาจเสียลูกค้าจากความผิดพลาดเหล่านี้ได้ง่ายๆ ซึ่งการทำธุรกิจในยุคนี้คุณไม่จำเป็นจะต้องจัดการเองทุกอย่าง ในส่วนของขั้นตอนบริหารคลังสินค้าที่ประกอบด้วยงานหลักอย่าง เก็บ แพ็ก ส่ง คุณสามารถส่งต่อให้ผู้ให้บริการ Fulfillment ช่วยดูแลแทนคุณได้ ควบคุมคุณภาพงานได้ง่ายแถมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่คุณใช้งานจริงเท่านั้น

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1] & [2] 

โปรโมตเพจร้าน อย่างไรให้คนอยากติดตามซื้อสินค้าคุณ

โปรโมตเพจร้าน เป็นเรื่องที่ทั้งเพจเปิดใหม่หรือเปิดมานานแล้วควรใส่ใจทำอยู่สม่ำเสมอ เพราะช่วยทั้งสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน และรักษาฐานคนติดตามเอาไว้ ให้เขาเห็นว่าเรามีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งการโปรโมตเพจร้านนั้นคุณสามารถวางแผนและเริ่มลงมือทำได้เลยจากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว

เมื่อฐานแฟนแข็งแรงขึ้นระดับหนึ่งก็อาจลองปรับใช้เทคนิคอื่นๆ เข้าไปด้วยได้ เพราะการทำการตลาดไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่อยู่ที่ว่าเราจะพลิกแพลงอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ และเคล็ดลับที่เรานำเสนอด้านล่างนี้คุณก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เลยเช่นกัน อาจจะไม่ต้องนำไปใช้ทุกข้อในทันที แต่รับรองได้ว่าถ้าคุณไม่หยุดพัฒนา คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากยอดคนติดตามที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน

เริ่มสร้างฐานคนติดตามจากคนใกล้ตัว คือ ครอบครัว เพื่อน

เพจที่เพิ่งเริ่มสร้างควรให้ความสนใจในการเพิ่มผู้ติดตามที่มีคุณภาพเป็นอันดับแรกนั่นก็คือคนในครอบครัว เพื่อน และคนที่ติดตามเราบน Facebook ส่วนตัวของเราอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จะเปิดใจหรือ “อิน” กับธุรกิจของเราได้ง่ายๆ ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม (engagement) กับโพสต์ต่างๆ บนหน้าเพจของเราได้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้เพจของเราก็มีโอกาสที่จะโปรโมตร้าน ออกไปยังกลุ่มผู้ชมที่มีคุณภาพและเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราคนอื่นๆได้สูงขึ้น เพราะระบบมองว่าเพจของเราเป็นเพจที่มีคุณภาพนั่นเอง

ที่มา: optinmonster.com

แนะนำเพจให้ลูกค้าที่มีอยู่ใน E-mail List และผู้ติดตามใน Social Media ช่องทางอื่นๆ

อย่าลืมใช้ Contact ลูกค้าที่อยู่ในมือคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ใน E-mail List ให้เป็นประโยชน์ โดยการส่ง E-mail เชิญชวนให้พวกเขาติดตามเพจธุรกิจเพื่อรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ การเพิ่มปุ่ม Social Media ลงไปในส่วนท้ายของ E-mail ช่วยดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้พวกเขารับรู้ได้ทันทีที่เห็นว่าสามารถติดตามคุณได้บน Social Media แพลตฟอร์มใดได้บ้าง


เพิ่มปุ่มติดตามบนเว็บไซต์หรือบล็อก

อีกช่องทางที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเว็บไซต์หรือบล็อกของคุณ การเพิ่มปุ่มติดตามสามารถทำได้โดยการใช้เพจปลั๊กอินที่คุณสามารถฝังและโปรโมตเพจ Facebook บนเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ชมของคุณสามารถถูกใจและแชร์เพจโดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์ของคุณ

ที่มา: adespresso.com

ทำโฆษณาบน Facebook โปรโมตในทุกสื่อออนไลน์ที่มี

นับว่าเป็นทางลัดที่ช่วยให้เพจของคุณไปแสดงในกลุ่มผู้ชมที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายๆ โดยการใช้ฟังก์ชั่นที่คุณกำหนดได้ว่าจะให้โฆษณาไปแสดงในกลุ่มผู้ชมที่มีลักษณะแบบไหน จากการเลือกช่วงอายุ โลเคชั่น ความสนใจนอกจากนี้คุณยังอัปโหลด E-mail List ของคุณลงไปในฟังก์ชั่น Custom Audiences เพื่อทำโฆษณาไปยังคนที่อยู่ใน E-mail List ได้ และหากคุณใช้งาน Social Media ช่องทางอื่นๆ Twitter Pinterest LinkedIn อยู่ด้วย ก็สามารถแนะนำเพจของคุณผ่านช่องทางเหล่านั้นได้เช่นกัน

ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และให้ประโยชน์

พึงระลึกอยู่เสมอว่า Social Media ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใดก็ตามเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่อยากจะเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน ให้คนมามีปฏิสัมพันธ์บนช่องทางนั้นๆ หัวใจสำคัญสำหรับการเริ่มทำแฟนเพจจึงไม่ควรตั้งต้นที่ความต้องการสร้าง “ยอดขาย” แต่คือการชักชวนให้คนที่มีความสนใจเหมือนกับเราเข้ามามีส่วนร่วมและติดตามให้ได้ก่อน เมื่อเปลี่ยนจากผู้ชมมาเป็นผู้ติดตามได้ ก็ไม่ยากที่จะเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าในโอกาสต่อไปได้ ดังนั้นคุณต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ที่ตรงใจและให้ประโยชน์กับผู้ชมออกมาอย่างสม่ำเสมอ และทำคอนเทนต์ออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ VDO หรือแม้แต่ LIVE เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากน่าเบื่อและเป็นการทดสอบว่าผู้ติดตามชอบคอนเทนต์แบบไหนเป็นพิเศษ

โปรโมตทางออฟไลน์ เช่น นามบัตร ป้ายร้าน

แม้เราต้องการโปรโมตแฟนเพจออนไลน์ของเราแต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องโปรโมตทางออนไลน์อย่างเดียว เพราะในชีวิตประจำวันผู้คนไม่ได้ติดอยู่กับช่องทางออนไลน์ตลอดเวลา การใช้สื่อออฟไลน์ที่คนสามารถมองเห็นได้ตามสถานที่ต่างๆ ควบคู่กับสื่อออนไลน์จึงช่วยเพิ่มโอกาสโปรโมตแฟนเพจของคุณได้มากขึ้น คุณใส่ช่องทางติดตามแฟนเพจได้ทั้งบนใบปลิว นามบัตร เมนู ป้ายร้าน เสื้อยืด หรือในสื่ออื่นๆที่คนมองเห็นได้ง่าย ไม่เพียงแค่การใช้สื่อเท่านั้น ถ้าคุณมีโอกาสได้จัดงาน Workshop หรือร่วมบรรยายในงานสัมนาคุณก็สามารถใส่ช่องทางติดตามแฟนเพจบนสไลด์เนื้อหาที่คุณใช้ประกอบการบรรยายได้เช่นกัน

 

จัดกิจกรรมและคอยอัปเดตโปรโมชั่นบนเพจเสมอ

เพียงแค่คุณโปรโมตสินค้าและบริการของคุณบนแฟนเพจ Facebook ก็เท่ากับเป็นการโปรโมตแฟนเพจของคุณแล้ว และยิ่งคุณอัปเดตโปรโมชั่นบนแฟนเพจอย่างสม่ำเสมอในทุกครั้งที่จัดโปรโมชั่น แฟนเพจก็จะเกิดการรับรู้ว่าถ้าอยากได้สิทธิพิเศษดีๆ ต้องเข้ามาติดตามแฟนเพจของคุณ ซึ่งการจัดโปรโมชั่นและจัดกิจกรรมแจกรางวัลยิ่งจัดได้น่าสนใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจให้คนต้องการเข้าร่วม อยากกดไลค์และแชร์ต่อได้มาก โดยคุณสามารถหาไอเดียได้จากสิ่งที่คนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากแหล่งต่างๆ จากการเก็บสถิติคอนเทนต์ของคุณเอง การถามความคิดเห็น ดูจากคู่แข่งหรือเพจที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพจธุรกิจอื่นๆ และอินฟลูเอนเซอร์

การสร้างพันธมิตรและเครือข่ายช่วยกระจายชื่อเสียงแฟนเพจของคุณได้ ทำได้โดยการติดตามและเข้าไปมีส่วนร่วมกับเพจธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งแฟนเพจของอินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกับคุณ แล้วช่วยโปรโมตคอนเทนต์หรือข่าวสารจากเพจของเขาโดยการแชร์ต่อมายังเพจของคุณ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้เขาอยากติดตามแฟนเพจของคุณกลับบ้างและเป็นการง่ายที่จะชักชวนพวกเขามาจัดกิจกรรมด้วยกัน หรือร่วมเป็นช่องทางในการแชร์ข่าวสารของกันและกันในโอกาสต่อไป และอีกช่องทางที่ลืมไม่ได้คือแฟนเพจข่าวสารประจำท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล คนมีชื่อเสียงและมีคนติดตามเป็นจำนวนมากในพื้นที่นั้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญและสามารถเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในลักษณะเดียวกันนี้ได้

 

ตอบกลับผู้ติดตามที่มาคอมเมนต์หรือกล่าวถึงเรา

อีกวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดไลค์และผู้ติดตามได้ดีคือการตอบกลับคอมเมนต์อย่างสม่ำเสมอ ทำได้ตั้งแต่การขอบคุณ การตอบคำถามและข้อสงสัย หรือแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเข้ามาคอมเมนต์ การเข้าไปตอบกลับนี้เองช่วยเพิ่มการมองเห็นในแฟนเพจจากการที่ระบบจะแสดงโพสต์ที่คุณตอบกลับคนคนนั้นบนหน้าฟีดของเขา รวมถึงบนหน้าฟีดของผู้ชมที่กำลังติดตามคุณอยู่ด้วย

โปรโมตเพจร้าน จนดังแล้วก็อย่าลืมดูแลงานหลังบ้านให้ดีคู่กันด้วย การใช้ระบบ Fulfillment ที่ช่วยตั้งแต่งานเก็บ แพ็ค ส่ง นอกจากจะช่วยให้จัดการงานหลังบ้านได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณมีเวลาเหลือไปวางแผนพัฒนาธุรกิจและแผนการตลาดได้อีกยาวๆ

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1] & [2] 

ทำโฆษณา Facebook แม่นยำขึ้น! ด้วย Metrics ใหม่ ที่จะเริ่มใช้เร็วๆ นี้

Facebook ได้ออกมาประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่าในวันที่ 30 เมษายนนี้ จะยกเลิกการให้คะแนน Relevance Score หรือการวัดคะแนนคุณภาพและประสิทธิภาพ ทำโฆษณา Facebook แบบเดิม แล้วเปลี่ยนมาใช้ 3 Metrics ที่วัดประสิทธิภาพโฆษณาได้ละเอียดกว่า ทำให้การยิงโฆษณาแม่นยำยิ่งขึ้น

3 Metrics ใหม่มีอะไรบ้าง

1. Quality ranking คือการวัดคุณภาพโฆษณาของคุณเปรียบเทียบกับโฆษณาที่แข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

2. Engagement rate ranking คือการเปรียบเทียบอัตราส่วนการมีส่วนร่วมในโฆษณาของคุณกับโฆษณาที่แข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

3. Conversion rate ranking คือการเปรียบเทียบอัตราส่วน Conversion Rate ในโฆษณาของคุณกับโฆษณาที่มี Optimization Goal เท่ากันและแข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

นอกจาก Relevance Score ทาง Facebook ก็เตรียมยกเลิกอีก 6 Metrics และแทนที่ด้วย Metrics ที่วัดผลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งทั้ง 6 ตัวนั้น ได้แก่

  • ยกเลิก Offers Saved และ Cost Per Offers Saved เปลี่ยนมาเป็น Post Saves ที่บอกเราได้ว่ามีคนกด Save โฆษณาเราไปกี่คน (รวมถึง Offer Ad saves ด้วย) ซึ่ง Post Saves ได้เริ่มใช้ไปแล้วตั้งแต่ 12 มีนาคม โดยจะนับ post saves ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป
  • ยกเลิก Messaging Replies Cost Per Messaging Replies เปลี่ยนมาเป็น

          New Messaging Connections ที่จะนับแค่ New Conversation จากคนที่ไม่เคยส่งข้อความเข้ามาถึงคุณเลย

          Messaging Conversations Started ที่จะนับทั้ง New Conversation จากคนที่ไม่เคยส่งข้อความถึงคุณ และจำนวน Conversation จากคนส่งที่ไม่ได้ข้อความถึงคุณในช่วง 7 วันที่ผ่านมา

  • รวม Mobile App Purchase ROAS และ Web Purchase ROAS กลายเป็น Purchase ROAS คือการคิด ROAS  (Return on Ad Spend) จากทุกช่องทาง ปรับการคิดตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าที่นิยมการซื้อแบบ omni-channel มากขึ้นนั่นเอง

การปรับ Metrics ครั้งนี้ช่วยให้นักโฆษณาอย่างเราสามารถประเมินผล ทำโฆษณา Facebook ได้ดีขึ้นจากการได้ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมด้วย Metrics ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อ Metrics บนแพลตฟอร์มเปลี่ยนเราเองก็ต้องไม่ลืมที่จะเปลี่ยน Metrics แบบใหม่เข้าไปแทนที่ตัวเดิมในรายงานการทำโฆษณาของเราด้วย

จบงานหน้าบ้านก็อย่าลืมดูแลงานหลังบ้านให้ดีควบคู่กันไปด้วยนะ ทั้งการเก็บสินค้ารักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การแพ็กเพื่อเตรียมส่งให้เรียบร้อยสวยงาม และการจัดส่งที่รวดเร็วได้มาตรฐาน อยากได้งานดีแบบประหยัดแรงและเวลาลองปรึกษา Akita  Warehouse ผู้เชี่ยวชาญได้ Fulfillment ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1] & [2]

รวม เว็บขายของต่างประเทศ สำหรับร้านที่ไม่อยากหยุดแค่ตลาดไทย

ทำไมเปิดการขายที่ เว็บขายของต่างประเทศ จึงน่าสนใจคำตอบก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าตอนนี้ธุรกิจ E-commerce อัตราการเติบโตแต่จะสูงขึ้นทุกปี จากผลการสำรวจของ ETDA ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่มาแรงธุรกิจ E-commerce 4.0 ที่การขายสินค้าและบริการออนไลน์สู่ต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 23.06% (จากปีก่อนที่มีเพียง 13.47% )

ทั้งนี้เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุน E-commerce ไทยให้ขยายตลาดไปได้ทั่วโลก และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศนั้นก็ทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เพราะเรามีเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อคนทั้งโลกเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบให้ใครก็เข้าถึงข้อมูลได้ อย่างเช่นเว็บขายหรือ Online Marketplace ของต่างประเทศที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจจากหลากหลายประเทศเข้ามาเปิดการขายบนช่องทางเดียวกันได้ และนี่คือตัวอย่างของเว็บที่กำลังได้รับความสนใจในตอนนี้

เข้าถึงลูกค้าจากทั่วโลก

eBay

เป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้เข้ามาซื้อหรือขายสินค้ากันได้ที่เว็บไซต์ โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องเป็นสมาชิกของ eBay ก่อน รูปแบบการขายที่เป็นจุดเด่นนั่นก็คือการขายทั้งแบบปกติในราคาตายตัว และการขายแบบประมูลราคาที่ผู้ซื้อเสนอราคาสูงสุดที่เขาต้องการจะซื้อ สินค้าที่ขายมีตั้งแต่สินค้ามือสองจากบุคคลทั่วไปหรือสินค้าผลิตเอง ไปจนถึงสินค้าที่ผลิตโดยเจ้าของแบรนด์ ซึ่งต้องไม่เป็นสินค้าต้องห้าม ยกตัวอย่างเช่น สินค้าปลอม ละเมิลลิขสิทธิ์ อาวุธหรือยาเสพติด เป็นต้น การที่ eBay มีระบบให้ดาวที่ลูกค้าสามารถลงคะแนนให้ร้านค้าได้ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านค้าได้เป็นอย่างมาก สำหรับการชำระเงินสินค้าสามารถชำระผ่าบัตรเครดิต เดบิต หรือโอนข้ามประเทศได้ทันทีผ่านบัญชี Paypal ระบบจ่ายเงินออนไลน์ที่นักช็อปและนักขายสายอินเตอร์คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

Amazon

เว็บขายของที่เริ่มจากการขายหนังสือออนไลน์และวิดีโอหนัง จนในช่วงเวลาต่อมาที่มีการขยายกิจการทำให้ Amazon มีการเพิ่มหมวดสินค้าออกเป็นหลายหมวดจนเรียกได้ว่าแทบจะมีทุกอย่างวางขาย จากเดิมที่ Amazon มีเว็บสำหรับให้บริการลูกค้าในอเมริกาเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้ทำเว็บไซต์ย่อยซึ่งเป็นเหมือนเว็บสาขาเพื่อขายสินค้าให้ประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น  (ประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้สามารถสั่งสินค้าผ่านเว็บหลักได้) รับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เดบิต หรือชำระผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่าง Amazon Pay นอกจากการมีระบบให้คะแนนรีวิวเหมือนแพลตฟอร์มอื่น

Amazon ยังมีจุดเด่นในเรื่องของการมีระบบ Fulfillment ไว้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ร้านค้าในสังกัด (ซึ่งต้องคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม) มีเครื่องมือสำหรับทำการตลาดที่คุณสร้างโฆษณาและทำโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าบนเว็บ Amazon ที่มีระบบสถิติเพื่อให้คุณนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้

Etsy

เว็บนี้จะต่างกับ eBay และ Amazon ที่มีการแข่งขันสูงตรงที่มีความเป็น Community มากกว่า (ค่าธรรมเนียมเปิดร้านค่อนข้างถูกกว่าด้วย) คนขายและคนซื้อต่างเป็นคนที่ชอบงานฝีมือจากทัวโลก ดังนั้นเว็บนี้จึงไม่เน้นขายสินค้าหลายหมวดหมู่ แต่จะเน้นสินค้างาน Handmade งาน Craft ที่เราทำด้วยตัวเองหรือมีส่วนในการออกแบบและผลิต (ซึ่งตรงนี้ต้องระวังให้ดีถ้าใครลักไก่ไปรับสินค้าจากโรงงานมาขายมีสิทธิ์โดนแบนเสียจนเสียชื่อเสียงร้านและโดนห้ามขายได้) และสินค้าวินเทจที่มีอายุมากกว่า 20 ปี สำหรับวิธีรับชำระเงินก็ทำได้ผ่าน Paypal เช่นกัน

เน้นลูกค้าจีน

Taobao

เว็บไซต์สัญชาติจีนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีร้านขายของออนไลน์ของตัวเองได้ เน้นแบรนด์หรือกิจการท้องถิ่น ร้านค้าปลีกส่วนบุคคล รูปแบบการซื้อขายจึงทำในลักษณะ C2C ที่ผู้บริโภคซื้อขายกับผู้บริโภค เงื่อนไขตั้งร้านก็ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ดังนั้นสินค้าที่ขายจึงมักเป็นของที่ซื้อขายได้เร็ว ผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพมากนักเพราะราคาถูก ใครที่สนใจเปิดร้านกับ Taobao เอกสารที่ต้องเตรียมได้แก่ พาสปอร์ต เบอร์โทรศัพท์ในจีน (แนะนำให้เปิดเบอร์ที่สำนักงานค่ายมือถือเพราะเขาจะใช้พาสปอร์ตของเรายืนยันตัวตนให้เราได้) บัญชี Alipay ที่ยืนยันตัวตนแล้ว และบัญชีธนาคารจีนที่เปิดในประเทศจีน ซึ่งวิธีชำระเงินทำได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต  Alipay

JD Worldwide

เป็นแพลตฟอร์มขายตรงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน เปิดโอกาสให้นักธุรกิจชาวต่างชาติได้ขายตรงสินค้าคุณภาพและของแท้ในราคาจับต้องได้แก่ลูกค้าชาวจีน (ลักษณะการขายแบบ B2C) โดยไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่หรือเปิดบัญชีธนาคารในจีน พูดง่ายๆ คือจุดเด่นของเจ้านี้อาจเปรียบได้กับ Amazon ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอันดับแรกในการให้ความสำคัญกับระบบ Fulfillment และการจัดส่งที่รวดเร็ว

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการเปิดร้านบน JD Worldwide ต้องเป็นผู้ที่จดทะเบียนนิติบุคคลนอกจีน มีใบอนุญาตประกอบการค้าปลีกและการค้าในต่างประเทศ และเป็นเจ้าของแบรนด์ชาวหรือตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจ โดยผู้ขายสามารถสร้าง JD store บนแพลตฟอร์ม JD ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องมีการเสียค่าประกันโดยจำนวนขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชั่นให้ทางแพลตฟอร์ม สำหรับวิธีชำระเงินมีทั้งบัตรเครดิต WeChat Pay JD Pay

นี่เป็นเพียงบางส่วนของ เว็บขายของต่างประเทศ ที่เราได้นำมาแนะนำ แพลตฟอร์มไหนตอบโจทย์ธุรกิจของคุณก็ลองพิจารณากันดู ไม่เพียงแค่การเลือกแพลตฟอร์มที่ดีจะเป็นการการันตีความสำเร็จของเราได้ ตัวเราเองก็ต้องมีการศึกษาลู่ทาง หาข้อมูล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ดีด้วย และจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Fulfillment ของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อส่งมอบประสบการณ์ซื้อขายที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าผ่านสินค้าและบริการที่ได้คุณภาพ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าระบบ Fulfillment จะเหมาะกับบริษัทใหญ่ๆเท่านั้น ไม่ว่านักธุรกิจระดับไหนก็สามารถใช้ได้ แน่นอนว่าถ้าเรามีการจัดการระบบหลังบ้านที่ดี ผลงานออกมาดี เราก็ทำธุรกิจได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะสร้างระบบ Fulfillment เอง หรืออยากมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลก็สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระบบ Fulfillment ที่พร้อมให้คำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจของคุณ

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

Source : [1], [2] & [3]

สูตรลัดปั้นร้านเสื้อผ้าแฟชั่น เคล็ดลับพร้อมใช้เปิดร้านได้เลย!

สูตรลัดปั้นร้านเสื้อผ้าแฟชั่น เคล็ดลับพร้อมใช้เปิดร้านได้เลย!

ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ธุรกิจในฝันของคนยุคใหม่นอกจากจะได้อยู่กับของสวยงามทุกวันแล้ว ยังเป็นธุรกิจที่ทำกำไรง่าย มีตลาดรองรับแน่นอน เมื่อเป็นแบบนี้ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นก็ยิ่งได้รับความนิยม คู่แข่งในตลาดยิ่งมีมาก ฉะนั้นหากคิดจะทำธุรกิจประเภทนี้แล้วก็ต้องรู้จักวางแผนสักหน่อย ซึ่งต้องเป็นแผนธุรกิจที่ครอบคลุมทุกด้านไม่ใช่แค่จะขายอะไรที่ไหนให้ใคร เพราะการบริหารด้านอื่นๆ ก็เป็นตัวแปรที่ทำให้รอดหรือร่วงได้เช่นกัน สำหรับใครที่ไฟแรง อยากเปิดร้านแล้ว แต่เวลาเตรียมตัวค่อนข้างจำกัดมาลองดูเคล็ดลับเหล่านี้ที่จะช่วยให้คุณวาดภาพธุรกิจและคิดแผนได้เร็วขึ้น

 

ขายเสื้อผ้าแฟชั่น เคล็ดลับ

 

เตรียมแผนการทำธุรกิจและการตลาด

หาว่าอยากขายเสื้อผ้าแบบไหน สำหรับชาย หญิง หรือเด็ก ประเภทของเสื้อผ้า ประเภทของวัสดุ นอกจากนี้ต้องดูความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราขายกับงบประมาณไปด้วยกันได้หรือไม่ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าของพื้นที่นั้นๆ คนที่จะมาเป็นลูกค้า กฏหมายทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้และหากเกิดความติดขัดในการทำความเข้าใจข้อกฏหมายที่ซับซ้อนควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่เราศึกษาสามารถนำมาใช้พัฒนาแผนธุรกิจและแผนการตลาดต่อไปได้เป็นอย่างดี

 

วางแผนการเงินให้พร้อม

ทั้งเงินสำหรับซื้อสินค้าและบริหารสต็อก สำหรับบริหารจัดการทุกขั้นตอนของร้านค้า ค่าอุปกรณ์ ค่าจ้างพนักงานและการมีสวัสดิการต่างๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินถือเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบหากขาดเสถียรภาพก็ทำให้ทุกขั้นตอนชะงักได้ง่ายๆ ซึ่งหลังจากคุณวางแผนงบประมาณและทราบจำนวนเงินทุนที่คุณต้องเตรียมแล้ว คุณก็ต้องหาทางออกต่อไปอีกว่าจะระดมทุนได้จากที่ไหน สถาบันการเงินอะไรที่ช่วยคุณได้  และอีกเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลยคือการมีเงินสำรองเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินอยู่เสมอ

 

ขายเสื้อผ้าแฟชั่น เคล็ดลับ

 

เตรียมเปิดร้านค้าออฟไลน์ / ออนไลน์ (หรือทำทั้ง 2 ช่องทาง)

สำหรับการมีหน้าร้านจริงนอกจากเรื่องตัวอาคาร สถานที่ตั้งของร้านแล้วควรพิจารณาว่าประเภทสินค้าเหมาะจะเปิดร้านข้างในหรือนอกห้างสรรพสินค้า ร้านควรมีขนาดเท่าไรจึงจะพอดีกับสต็อกสินค้าของเรา ดูว่าเรามีโอกาสได้ลูกค้า(ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายและมีกำลังซื้อ) จากพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่ด้วย แต่ใครที่อยากเริ่มต้นด้วยการเปิดเป็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ก่อน (หรือขายทั้งออนไลน์และหน้าร้านจริงควบคู่กัน) ก็ต้องดูว่าสินค้าของเราเหมาะจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มใดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราจะหาเจอ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่าน  Website Social Media หรือ Online Marketplace (ที่นิยม เช่น Lazada Shopee  Looksi Zilingo) และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้เราปิดการขายได้ง่ายด้วย

 

เตรียมการผลิตหรือหาแหล่งที่จะรับเสื้อผ้ามาขาย

วางแผนเปิดโรงงานสำหรับผลิตเอง หรือหาแหล่งที่เราจะไปรับเสื้อผ้าแฟชั่นมาขายได้ในคุณภาพที่น่าพอใจและราคาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ร้านขายส่ง ติดต่อ Supplier งานแสดงสินค้า และที่กำลังนิยมในตอนนี้คือการรับมาจากผู้นำเข้าสินค้าจีน หรือเว็บไซต์ของจีนอย่าง Taobao TMall 1688

tips_fashionstore ขายเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านขายส่งเสื้อผ้า

 

วางระบบร้านค้าและการสต็อกสินค้า

มีสินค้าจะขายแล้วก็ต้องเตรียมโกดังเก็บสินค้าและระบบจัดการภายใน ขั้นตอนนี้ก็สำคัญมากเพราะการเก็บสินค้าในคลังที่ได้มาตรฐานช่วยรักษาคุณภาพสินค้าได้ การมีพนักงานที่รู้งาน มีเทคโลยีที่เหมาะสมมาช่วยงาน มีระบบบริหารจัดการตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บ แพ็ก จัดส่งที่ดี ช่วยทำให้ได้ผลงานคุณภาพเสร็จทันตามเวลาส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยคุณสามารถสร้างระบบขึ้นมาเองซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวสักหน่อยและงบประมาณค่อนข้างสูง หรือเช่าโกดังเก็บสินค้าที่มาพร้อมบริการ Fulfillment ที่คุณใช้บริการได้เลยและวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

 

วางนโยบายร้านค้า

ทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารร้านประจำวัน เวลาทำการ ระเบียบในการทำงานและนโยบายที่เกี่ยวกับการดูแลลูกจ้าง นโยบายในการให้บริการลูกค้า เช่น การรับประกันคุณภาพสินค้า การดูแลหลังการขาย ซึ่งนโยบายเหล่านี้ควรมีการแจ้งให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบโดยทั่วกัน

 

จัดโปรโมชั่น ทำการตลาดเพื่อโฆษณาร้าน บนช่องทางและวิธีที่เหมาะกับสินค้า

บนช่องทางออฟไลน์ โดยการจัดงานเปิดตัวร้านที่มีการแจกส่วนลด ของรางวัลที่หน้าร้าน การโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ของท้องถิ่น รายการวิทยุ การทำป้ายโปรโมต ใบปลิว

บนช่องทางออนไลน์ โปรโมตผ่าน Facebook LINE@ หรือ Website ทั้งของร้านเราเอง พันธมิตรธุรกิจ หรือของชุมชนที่ร้านเราตั้งอยู่ ผ่านการทำคอนเทนต์ การทำกิจกรรมต่างๆให้คนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้เรายังทำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ดัวกล่าวนี้ รวมถึงบนหน้า Search Engine  อย่าง Google ที่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ใช้งบที่ค่อนข้างยืดหยุ่น มีระบบช่วยเก็บสถิติ ทำให้เราวิเคราะห์ผลการลงโฆษณาได้เป็นอย่างดี

 

พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะ ว่าหากจะเริ่มทำร้านเสื้อผ้าแฟชั่นต้องเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง และขอฝากไว้อีกครั้งว่าคุณภาพของสินค้าสำคัญมาก แม้เรามั่นใจว่าได้สินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ แต่หากเราขาดการจัดการระบบสต็อกที่ตรงตามมาตรฐานก็สามารถส่งผลถึงคุณภาพสินค้าและคุณภาพงานโดยรวมได้ ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าจะจัดการได้ดีไหม หรือต้องการใครสักคนมาแบ่งเบาภาระงานสต็อกเพื่อที่คุณจะมีเวลาคิดแผนขยายธุรกิจมากขึ้นลองปรึกษาผู้ให้บริการ Fulfillment อย่าง Akita Warehouse ที่ยินดีให้คำปรึกษาและจัดแพ็กเกจที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

 

ที่มา: www.entrepreneur.com

10 เทคนิคขายของออนไลน์ ที่มือโปรชอบใช้จนขายดีมาแล้ว

ร้านขายของออนไลน์เปิดง่าย แต่จะทำอย่างไรให้ปัง มาเช็คไปด้วยกันทีละข้อกับ 10 เทคนิคขายของออนไลน์ 2019 ที่มือโปรชอบใช้จนขายดีมาแล้ว

ร้านขายของออนไลน์เปิดง่าย แต่จะทำอย่างไรให้ปัง ยอดสั่งซื้อทล่มทลายนี่สิครับเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมตัวกันดีๆหน่อย ก่อนจะขายได้ก็ต้องมีคนรู้จักร้านออนไลน์ของเราผ่านการโปรโมต ที่นิยมใช้กันปัจจุบัน และคนเข้าถึงได้ง่ายก็คือการใช้โซเชียลมีเดียนั่นเอง ใครที่ยังสับสนว่าควรเริ่มจากตรงไหนหรือไม่แน่ใจว่าแผนที่เราใช้อยู่ไปได้ถูกทางหรือไม่ มาเช็คไปด้วยกันทีละข้อ ดังต่อไปนี้

เทคนิคขายของออนไลน์ Selling tips

 

1. เน้นใช้แพลตฟอร์มเดียวในการโปรโมตช่วงเริ่มต้น

เลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ โดยช่วงเริ่มต้นควรเริ่มที่แพลตฟอร์มเดียวก่อนแล้วโฟกัสช่องทางนั้นให้เต็มที่จนสามารถสร้างฐานแฟนและธุรกิจมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ก่อนจะขยายช่องทางโปรโมตไปแพลตฟอร์มอื่นที่ช่วยส่งเสริมช่องทางหลักในการขยายฐานลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น เริ่มจากขายทาง Facebook แล้วสร้างฐานแฟนได้ระดับหนึ่งจนเรานำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าของเราส่วนมากอยู่ในกลุ่มไหน หากวัยรุ่นเป็นกลุ่มหลักอาจลองใช้ Instagram ช่วยกระจายคอนเทนต์ที่เน้นรูปภาพสวยงามและ Lifestyle ควบคู่กับการโปรโมตบน Facebook ซึ่งเป็นหน้าร้านออนไลน์ช่องทางหลักได้

 

2. คอนเทนต์ที่ใช้บนทุกสื่อต้องแสดงถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์

ไม่ว่าเราจะใช้กี่ช่องทางในการโปรโมตธุรกิจก็ตาม ควรใช้คอนเทนต์ที่สื่อถึงความเป็นแบรนด์ของเราให้เหมือนกันทุกๆช่องทาง ลูกค้าเห็นเราจากที่ไหนก็จดจำเราได้ ซึ่งทำได้โดยการใช้สี ภาพ ตัวอักษรโลโก้ ที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของแบรนด์

 

3. ทำคอนเทนต์ที่สอดคล้องความสนใจ ในเวลาที่ใช่ ดูได้เพลินๆ (RITE Formula)

ทำคอนเทนต์ตามหลักการ RITE นั่นคือ มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ขายและกลุ่มลูกค้า (Relevant) มีความน่าสนใจ (Interesting) ทำออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่คนกำลังสนใจ (Timely) และดูแล้วให้ความบันเทิงได้ (Entertaining)

 

เทคนิคขายของออนไลน์

 

4. แอบส่องว่าลูกค้าด้วยกันเองเขาพูดถึงเราอย่างไรบนโซเชียลมีเดีย

ดูว่าลูกค้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเราว่าอย่างไรผ่านการคอมเมนต์ทั้งบนโซเชียลมีเดียร้านค้าออนไลน์ของเราเองหรือช่องทางที่เกี่ยวข้อง เช่น เพจรีวิวสินค้า แฮชแท็ก (Hashtag) ที่มีการกล่าวถึงแบรนด์ของเรา ซึ่งเราควรแอบส่องอย่างเงียบๆ ไม่ควรพยายามไปบิดเบือนการสนทนาโดยการแกล้งเป็นลูกค้าแล้วเข้าไปคอมเมนต์สร้างการชี้นำให้คนอื่นๆคล้อยตามไป หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการทำให้เราเองไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง หากโดนจับได้ธุรกิจของเราก็จะเสียชื่อไปด้วย

 

5. นำสิ่งที่ลูกค้าโพสต์เกี่ยวกับคุณบนโซเชียลมีเดียของเขามาโพสต์ซ้ำ

สิ่งที่ลูกค้าโพสต์ถึงคุณบนโซเชียลมีเดีย เช่น ภาพลูกค้ากำลังใช้สินค้าของคุณใน Instagram เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าคนอื่นได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นความคิดเห็นจากลูกค้าตัวจริงและมีความน่าเชื่อถือสูงจากการโพสต์ผ่านช่องทางส่วนตัวของลูกค้าเอง

 

6. อย่าลืมให้ความสำคัญคะแนนรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย

ช่องทางแรกที่ลูกค้ามักจะมองหารีวิวสินค้าคือส่วนให้คะแนนความคิดเห็นที่มีอยู่ในแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์นั่นเอง เช่น Facebook จะมีการให้แสดงความคิดเห็นในลักษณะการ recommend  ส่วน Google มีการให้จำนวนดาวเป็นคะแนนรีวิว ยิ่งมีคะแนนรีวิวหรือได้รับการแนะนำมากก็ยิ่งน่าเชื่อถือ ดังนั้นคุณจึงควรใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ให้มากโดยการขอให้ลูกค้าช่วยให้คะแนนรีวิวในทุกครั้งที่มีโอกาส

 

เทคนิคขายของออนไลน์ ขายดี

 

7. กับลูกค้าบ้าง อย่าใช้แค่การตลาดแบบอัตโนมัติช่วยสื่อสาร

แม้ว่าคุณจะให้ระบบช่วยทำงานได้ทั้งการส่งอีเมล์อัตโนมัติ การจัดตารางการโพสต์คอนเทนต์ล่วงหน้าไปยังหลากหลายช่องทางในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเงินและเวลาก็จริง แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ยังต้องการการสื่อสารที่ให้ความรู้สึกถึงความ “เป็นมนุษย์” คือได้พุดคุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่แค่รอชมคอนเทนต์ที่ระบบคอยป้อนให้ชมตามตารางเวลาที่ถูกกำหนดไว้ การที่เราคุยกับลูกค้าด้วยตัวเองช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระยะยาวและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้

 

8. ใช้การ Live สื่อสารกับลูกค้าแบบ Real Time

การ Live ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดีเพราะสามารถโต้ตอบได้แบบ Real Time พร้อมกันทีละหลายคน โดยการ Live ที่นิยมในไทยจะเป็นการ Live บน Facebook และ Instagram การ Live ยังส่งเสริมให้เกิดการติดตามอย่างต่อเนื่องได้หากคุณมี Live เป็นประจำทุกสัปดาห์ คนดูก็จะเกิดการจดจำและตามเข้ามาดูเมื่อถึงเวลา นอกจากนี้คุณยังสามารถนำคอนเทนต์ภายหลังจากการ Live ไปอัปโหลดในช่องทาง Podcast ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ได้อีกช่องทางด้วย

 

9. ขอความคิดเห็นและข้อมูลจากลูกค้าผ่านแบบสอบถาม

อยากได้ข้อมูลเจาะลึกจากกลุ่มเป้าหมายจริงๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คือถามเขาไปตรงๆเลย ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้เราเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นผ่านการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ที่ทำได้หลายรูปแบบ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาผู้ตอบถึงที่แถมยังเข้าถึงคนได้จำนวนมาก ที่ง่ายที่สุดสำหรับร้านออนไลน์ที่มีร้านบน Facebook ก็คือการสร้างแบบสอบถาม หรือโพลวัดผลโหวตบนแพลตฟอร์มให้สมาชิกทุกคนได้เห็นพร้อมกันในทีเดียว ทั้งนี้อาจมีการให้รางวัลตอบแทนเล็กน้อยเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้อีกด้วย

เทคนิคขายของออนไลน์ ขายดี ลด แลก แจก แถม

 

10. จัดโปรโมชั่น การแข่งขัน แจกรางวัล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากลูกค้า

อะไรจะดึงดูดคนได้ดีไปกว่าการลด แลก แจก  แถม ซึ่งเป็นวิธีที่ใครก็ใช้ได้ผลทั้งนั้น นอกจากได้การมีส่วนร่วมจากลูกค้า คุณยังได้สร้างการรับรู้ในแบรนด์ต่อไปยังคนในกลุ่มอื่นๆที่อาจกลายมาเป็นลูกค้าร้านออนไลน์ของคุณได้ด้วย ซึ่งทำได้โดยการแชร์คอนเทนต์ต่างๆออกไปโดยผู้ร่วมกิจกรรม การติดแฮชแท็ก หรือแม้แต่การบอกปากต่อปาก

อ่านจบแล้วก็จะเห็นว่าทั้ง 10 เทคนิคสำหรับร้านออนไลน์ที่เราได้นำมาฝากนั้นค่อนข้างต้องใช้เวลาเหมือนกันนะครับ เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งผ่านการทำคอนเทนต์ และการพูดคุย การตอบคอมเมนต์ เมื่องานหน้าบ้านต้องดูแลให้ดี งานหลังบ้านอย่างการจัดการสินค้าตั้งแต่การเก็บและดูแลสต็อก การแพ็กสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าก็ต้องใส่ใจทำให้ดีไม่ต่างกันครับ งานได้มาตรฐาน บริการประทับใจ ลูกค้าไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าเกรงว่างาน เก็บ แพ็ก ส่ง จะจัดการเองไม่ไหวก็ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Fulfillment ช่วยทำแทนคุณได้ อย่าง Akita Warehouse ที่นักธุรกิจตัวจริงยังเลือกใช้จากความประทับใจในบริการและผลงานที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ (อยากรู้ว่าดีอย่างไรตามมาอ่านต่อได้เลย >> Akita Warehouse)

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ที่มาบทความ : https://smallbiztrends.com

ระหว่างเช่าโกดังกับสร้างโกดังสินค้า เลือกแบบไหนคุ้มค่ากว่า?

ระหว่างเช่าโกดังกับสร้างโกดังสินค้า เลือกแบบไหนคุ้มค่ากว่า

ในช่วงเริ่มต้นเจ้าของธุรกิจมักจะประสบปัญหาในการตัดสินใจว่าควรเช่าโกดังเก็บสินค้าหรือสร้างโกดังเก็บสินค้าเอง โดยปัจจัยที่ใช้พิจารณาว่าควรเลือกวิธีใดอาจดูได้จาก โลเคชั่น ทิศทางการเติบโตธุรกิจ ขนาดพื้นที่ที่ต้องใช้ เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ได้มีคำตอบถูกผิดตายตัวเพราะทั้งสองวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันไป เจ้าของธุรกิจจึงควรเลือกวิธีที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจมากที่สุด มาดูกันว่าข้อได้เปรียบ – ข้อเสียเปรียบของการเช่าโกดังเก็บสินค้าและสร้างโกดังเก็บสินค้ามีอะไรบ้าง

bulid_vs_rent_warehouse เช่าโกดัง สร้างโกดัง
ที่มา : www.atad.vn/th

 

การสร้างโกดังสินค้าเอง

 

ข้อได้เปรียบ

  1. มีความยืดหยุ่น การที่เราเป็นเจ้าของโกดังเก็บสินค้าเราไม่ต้องขออนุญาตหรือคำยินยอมจากใครหากต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโกดังสินค้า ทั้งการเคลื่อนย้ายและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ การเปลี่ยนหรือเพิ่มพาเลทและชั้นวางสินค้า การขยาย ต่อเติมพื้นที่ หรือแม้แต่รื้อถอนแล้วสร้างใหม่
  2. ได้ใช้ประโยชน์จากมูลค่าสินทรัพย์มีโกดังเป็นของตัวเองก็เหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย เพราะมีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อคุณต้องการขยายธุรกิจก็สามารถใช้สินทรัพย์ตรงนี้ทำเรื่องขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำเงินไปลงทุนขยายธุรกิจของคุณต่อได้

ข้อเสียเปรียบ

  1. ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสูง ต่างกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยที่ต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าประมาณ 5% ขณะที่การทำโกดังอาจต้องจ่ายล่วงหน้าสูงถึง 20% – 40% การที่มีเงินทุนคงเหลือน้อยเนื่องจากค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสูงอาจนำไปสู่การเติบโตธุรกิจที่ต้องหยุดชะงักไปด้วย
  2. ค่าบำรุงรักษาโกดัง คุณต้องเตรียมค่าใช้จ่ายส่วนนี้เองทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องจ่ายเป็นประจำ ไม่เพียงค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน เพราะการบำรุงรักษาก็ต้องใช้ทรัพยากรเวลา แรงงาน แทนที่จะเอาต้นทุนเหล่านี้ไปใช้กับการเติบโตธุรกิจของคุณ
  3. ความยืดหยุ่นทางการเงินต่ำ เนื่องจากคุณมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบในการสร้างโกดัง นอกจากจะไม่มีเงินทุนไปใช้ลงทุนด้านอื่นๆ แล้ว เมื่อถึงจังหวะที่ธุรกิจกำลังเติบโตได้ดี แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก คุณอาจต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องเลือกระหว่างดำเนินงานภายใต้โกดังที่ใช้อยู่ปัจจุบันแต่โอกาสเติบโตธุรกิจอาจต้องหยุดชะงักไปหรือจำใจขายโกดังสินค้าของคุณแลกกับผลตอบแทนที่น้อยลงกว่าต้นทุนที่คุณเสียไปในตอนต้น

 

bulid_vs_rent_warehouse เช่าโกดัง สร้างโกดัง

การเช่าโกดังสินค้า

 

ข้อได้เปรียบ

  1. มีความยืดหยุ่น หากคุณต้องการขยายธุรกิจก็สามารถเปลี่ยนไปเช่าโกดังเก็บสินค้าที่ใหญ่ขึ้นได้ ใช้ต้นทุนไม่สูงเพราะไม่ต้องใช้เงินมัดจำจำนวนมากในการเช่าโกดัง อีกทั้งยังสามารถใช้โกดังเก็บสินค้าได้หลากหลาย กระจายสินค้าไปเก็บในโกดังที่อยู่พื้นที่ต่างกันได้
  2. ไม่ต้องมีเงินสำรองสำหรับการบำรุงรักษาโกดัง โดยหน้าที่ตรงนี้จะเป็นของผู้ให้เช่า คุณจึงมีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในการลงทุนด้านอื่นๆ หรือเติบโตธุรกิจของคุณเอง
  3. ทางเลือกเพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการเช่าโกดังสินค้าก็มีมากและเปิดให้บริการในพื้นที่ที่ต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่คุณจะหาโกดังที่ตรงใจทั้งพื้นที่ตั้ง ขนาดโกดัง อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ข้อเสียเปรียบ

  1. การควบคุมงานอาจทำได้จำกัด คุณไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้โดยปราศจากการยินยอมของเจ้าของโกดัง เช่น การปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่การบังคับให้คุณย้ายไปเช่าโกดังในพื้นที่อื่นหากเขาต้องการขายโกดังหรือทำอะไรกับโกดังก็ตามแต่
  2. ไม่มีสิทธิ์ในสินทรัพย์ คุณก็ไม่ได้ผลตอบแทนอื่นใดจากทุนที่เสียไปในรูปค่าเช่า นอกจากสิทธิ์ในการใช้โกดังและอุปกรณ์ภายในโกดังเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเท่านั้น

 

ลองพิจารณาข้อได้เปรียบ – ข้อเสียเปรียบของทั้งการสร้างโกดังเก็บสินค้าเองและการเช่าโกดังเก็บสินค้าดูนะครับว่าใช้วิธีไหนคุ้มค่าและอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจของคุณมากกว่ากัน แต่ปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการไม่น้อยที่หันมาใช้วิธีการเช่าคลังสินค้าเนื่องจากไม่ต้องเตรียมตัวมาก มีความคล่องตัวสูง ส่วนใครที่กังวลเรื่องข้อเสียเปรียบตามที่เราได้เล่าไปก็อย่าเพิ่งกังวลไปก่อน เพราะโกดังสินค้าที่เปิดให้เช่าทุกวันนี้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เจ้าของกิจการเข้าถึงงานส่วนต่างๆได้ง่ายขึ้น ในส่วนของราคาก็มีการปรับให้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้งานมากขึ้น คำนวณต้นทุนระยะยาวแล้วแทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มเพราะไม่ต้องรับผิดชอบค่าบำรุงรักษารายปีนั่นเอง นอกจากนี้ผู้ให้เช่าโกดังบางรายก็ให้บริการ Fulfillment ในการจัดการเก็บ แพ็ก ส่ง ให้เสร็จสรรพ อย่าง Akita Warehouse ผู้ให้บริการโกดังเก็บสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานพร้อมกับทีมงานมืออาชีพที่ช่วยคุณบริหารงานในโกดังด้วยระบบ Fulfillment มั่นใจได้ว่าคุณจะได้งานตรงตามมาตรฐาน เสร็จตามเวลา  คิดราคาตามที่ใช้จริงเท่านั้น ใครที่พิจารณาดูแล้วว่าการสร้างโกดังเองดูไม่ใช่วิธีที่คุ้มค่ากับธุรกิจของคุณและสนใจจะเช่าโกดังเก็บสินค้าก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงตามนี้เลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มาเนื้อหา : https://www.macrack.com.au

ชั้นวางสินค้าแบบไหน ที่เหมาะกับคลังสินค้าของคุณ

ชั้นวางสินค้าแบบไหน ที่เหมาะกับคลังสินค้าของคุณ

หากมีคลังเก็บสินค้าก็ต้องมีชั้นวางสินค้าเป็นของคู่กัน ซึ่งชั้นวางสินค้าช่วยให้การใช้พื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ ช่วยรักษาคุณภาพสินค้าจากการจัดเก็บที่ได้มาตรฐาน  ทำให้การค้นหาและเคลื่อนย้ายทำได้ง่ายและรวดเร็ว การเลือกชั้นวางสินค้าต้องพิจารณาจาก  ชนิด ขนาด และน้ำหนักสินค้าที่จะจัดเก็บ ซึ่งนำไปสู่การเลือกพาเลทสำหรับใส่สินค้าที่ต้องบรรจุสินค้าได้ดีและวางบนชั้นวางสินค้าได้พอดี ระบบการหมุนเวียนของสินค้านั่นคือความถือของการนำเข้าและเบิกจ่าย นอกจากนี้ขนาดและลักษณะพื้นที่ของคลังสินค้าก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาด้วย โดยชั้นวางสินค้าอาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

 

ชั้นวางสินค้าขนาดใหญ่ (Racking System) ได้แก่

 

ชั้นวางสินค้า
ที่มาภาพ : www.jenbunjerd.com

 

ชั้นวางแบบเลือกพาเลทได้ (Selective Rack)

เป็นชั้นวางที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เหมาะสำหรับจัดเก็บสินค้าที่จัดวางบนพาเลท มีโครงสร้างแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก สามารถปรับระยะห่างของแต่ละชั้นได้ตามความต้องการ ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์จัดเก็บสินค้าและอุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าได้หลากหลาย ใช้รถยก forklift เลือกหยิบสินค้าชิ้นใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเรียงสินค้าก่อนหลัง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าทั่วไป

 

 

 

 

ชั้นวางสินค้าแบบ Drive-In/ Drive Through 

เหมาะสำหรับคลังสินค้าที่เก็บสินค้าที่มีจำนวน SKUs น้อย แต่มีปริมาณการจัดเก็บสินค้าต่อ SKUs เป็นจำนวนมาก แม้ระบบนี้เก็บสินค้าได้มากกว่าและใช้พื้นที่ให้รถเคลื่อนย้ายวิ่งน้อยกว่าชั้นวางแบบ Selective Rack แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องพาเลทพอสมควรเพราะเป็นระบบหมุนเวียนสินค้าแบบ First-In First-Out เป็นชั้นวางที่ออกแบบให้วางสินค้าตามแนวลึก ต้องจัดลำดับให้สินค้าที่ต้องออกก่อนอยู่ด้านหน้า

 

ชั้นวางสินค้า
ที่มา : www.adityasteelindustries.com

 

ชั้นวางสินค้าแบบ FIFO

เป็นชั้นวางที่มีระบบลูกกลิ้งอยู่ภายในพาเลท สินค้าจะเคลื่อนไปในทางเดียวตามแนวลึกเช่นเดียวกับประเภท Drive-In และเบิกจ่ายด้านหลังแบบระบบ First-In First-Out ในแต่ละช่องของชั้นวางควรจัดเก็บสินค้า SKUs เดียวกัน เหมาะสำหรับสินค้าที่มีอายุในการเก็บรักษาหรือสินค้าที่ต้องมีการหมุนเวียน เพราะจุดเด่นของชั้นวางประเภทนี้คือความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวของสินค้า ลดแรงงาน สามารถตรวจเช็คได้ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว

 

 

ชั้นวางสินค้า
ที่มา : www.frazier.com

 

ชั้นวางสินค้าแบบ Push Back

เป็นชั้นวางที่ผสมระหว่าง Drive-In Rack กับ FIFO Rack มีขนาดใหญ่และช่วงลึกจึงสามารถเก็บสินค้าได้จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอุปกรณ์ถาดรับพาเลทในแต่ละชั้นซึ่งทำให้สินค้าที่เก็บไว้ก่อนถอยร่นเข้าด้านในเมื่อมีสินค้าใหม่วางเพิ่ม และจะเคลื่อนออกมาด้านหน้าเมื่อมีการนำพาเลทด้านหน้าออกไป ดังนั้นชั้นวางประเภทนี้จึงเหมาะกับสินค้าที่ไม่มีปัญหาการตกรุ่น หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพ

 

ชั้นวางสินค้า

 

 

ชั้นวางสินค้าแบบเคลื่อนที่ (Mobile Rack)

เป็น Pallet Rack วางอยู่บนฐานทั้งชุด ตัวฐานวางอยู่บนรางซึ่งฝังอยู่ในพื้น แล้วใช้มอเตอร์เป็นตัวขับฐานทั้งชุดให้เลื่อนไปมาบนราง มีความคล้าย Selective Rack ที่สามารถเลื่อนชั้นวางให้เคลื่อนในแนวซ้ายและขวา เพื่อเปิดช่องทางให้รถยกเข้าไปตักสินค้าที่ต้องการ จึงเพิ่มปริมาณจัดเก็บขึ้น 80% จากเดิม ชั้นวางประเภทนี้ส่วนใหญ่มักใช้ในอุตสาหกรรมห้องเย็น เนื่องจากเป็นการจัดเก็บที่มีความหนาแน่นสูงจึงลดพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้ารวมทั้งลดการสูญเสียพลังงานได้

 

ชั้นวางสำหรับวัสดุยาว (Cantilever Rack)

เป็นชั้นวางสินค้าที่ออกแบบเฉพาะสำหรับจัดเก็บสินค้าที่มีความยาวมากหรือมีลักษณะวงแหวน เช่น แผ่นกระดาษ ท่อ อลูมิเนียมเส้น ท่อนไม้ ช่วยเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดเก็บสินค้า และช่วยให้ค้นหาสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยแขนชั้นวางสามารถออกแบบให้รับน้ำหนักได้ตามต้องการ และปรับระดับขึ้นลงให้เหมาะสมกับชนิดสินค้าที่จัดเก็บได้

 

ชั้นวางสินค้า
ที่มา : www.dynamicracking.com

ชั้นลอย (Mezzanine Floor)

เป็นชั้นลอยอเนกประสงค์ ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ในคลังสินค้า ประกอบด้วยโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง รับน้ำหนักได้สูง ประกอบเป็นพื้นชั้นลอยได้หลายระดับ ติดตั้งง่าย สามารถดัดแปลง รื้อถอนเพื่อย้ายไปติดตั้งในพื้นที่อื่นได้อย่างสะดวก ชั้น ช่วยเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บสินค้า โดยไม่ต้องต่อเติมอาคารและยังสามารถดัดแปลงเป็นสำนักงานได้

ชั้นวางสินค้าที่มีขนาดเล็ก (Shelving System ) ได้แก่

 

 

ชั้นวางแบบ Micro Rack

เป็นชั้นวางอเนกประสงที่ใช้จัดเก็บทั่วไปในคลังสินค้า ร้านขายอุปกรณ์ช่าง คลังเก็บอะไหล่ รับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 150-250 กก. ต่อชั้น สามารถปรับระดับแผ่นชั้นให้เหมาะสมกับสินค้าและเพิ่มแผงปิดด้านหลังสำหรับกันสิ่งของไม่ให้ตกได้ โครงสร้างแบบ Knock-Down ง่ายต่อการติดตั้งหรือรื้อย้าย

 

ชั้นวางสินค้า

 

 

ชั้นวางขนาดกลาง (Medium Shelving)

ชั้นวางของขนาดกลางที่ถูกออกแบบให้ช่วงแผ่นชั้นมีความยาวขึ้น (Long Span) รับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 200-300 กก. ต่อชั้น เหมาะสำหรับจัดเก็บสินค้าที่เป็นกล่องหรือลัง ประกอบและติดตั้งง่าย ปรับระดับความสูงของแต่ละชั้นได้

 

ชั้นวางสินค้า

 

 

ชั้นวางซ้อนหลายชั้น  (Multi-Tier Shelving)

เป็นชั้นวางขนาดกลางที่ใช้พื้นที่ในแนวสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เชื่อมโยงด้วยแผ่นตะแกรงเป็นทางเดินโดยรอบและระหว่างชั้น มีราวกันตก ชานชาลา และบันไดขึ้นลง โครงสร้างทั้งหมดถอดประกอบและสามารถเพิ่มชั้นขึ้นไปได้หลายชั้น จึงสามารถลดการใช้พื้นที่ในแนวราบ เหมาะสำหรับการจัดเก็บสินค้า หรือวัสดุที่มีขนาดกลางเล็กที่อยู่ในรูปกล่อง หรือเป็นชิ้นกระจัดกระจายมีขนาดไม่แน่นอน

 

ทำความรู้จักชั้นวางสินค้าแต่ละประเภทแล้วก็ลองนำไปประกอบการตัดสินใจสำหรับการเลือกชั้นวางไว้ใช้ในคลังของตัวเองดู แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมจัดการระบบคลังสินค้าด้วยตัวเองในตอนนี้ Akita Warehouse คลังจัดเก็บสินค้าที่ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญก็ยินดีให้บริการระบบ Fulfillment ที่มีทั้งพื้นที่จัดเก็บสินค้าภายใต้ระบบที่ได้มาตรฐาน บริการสินสินค้าที่คุณ Customized ได้ และยังรับจัดส่งสินค้าผ่านตัวแทนทั้งไปรษณีย์ไทยและเอกชนได้ สะดวกและคุ้มค่าสุดๆ ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองอ่านต่อในบทความนี้ได้ >> Akita Warehouse หรือจะต่อสายตรงปรึกษาทีมงานก็ติดต่อได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มาบทความ:

www.lpi.co.th

www.eiffleshelving.com

www.jenbunjerd.com

แพ็คสินค้าแพงไม่ให้พัง ป้องกันสินค้าชำรุดจนถึงปลายทาง

แพ็คสินค้าแพงไม่ให้พัง ป้องกันสินค้าชำรุดง่ายจนถึงปลายทาง

แพ็คสินค้าอย่างไรไม่ให้พัง อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าลุ้นกว่าของจะส่งถึงมือลูกค้าเมื่อไหร่ ยิ่งเป็นของราคาแพง เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา กล้องถ่ายรูป น้ำหอม แล้วเปิดกล่องมาเจอว่าได้รับความเสียหายก็คงจะแทบทรุดลงไปนั่งกับพื้น โดยเฉพาะคนค้าขายที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายจากการแพ็คสินค้าไม่ดีพอ ฉะนั้นป้องกันตั้งแต่ของยังอยู่ในมือเราคือทางออกที่ดีที่สุดเพราะเราเท่านั้นที่รู้ว่าของในกล่องคืออะไร เสียหายง่ายแค่ไหน สร้างความมั่นใจได้ด้วยการแพ็กที่แน่นหนาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย และหากทำตามเคล็ดลับการแพ็คสินค้าที่เรานำมาฝากในบทความนี้รับรองว่าพัสดุของคุณปลอดภัยหายห่วงจนถึงปลายทางแน่นอน

 

packing-tips วิธีแพ็คของ แพ็คสินค้า กันแตก

 

แพ็คสินค้าต้องใช้อะไรบ้าง

  • กล่องกระดาษ
  • เชือก เทปกาว
  • หนังสือพิมพ์เก่าหรือกระดาษฝอย โฟมตัวหนอน
  • บับเบิ้ล
  • อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ซองพลาสติก วัสดุเสริมความแข็งแรงของกล่อง

 

packing-tips วิธีแพ็คของ แพ็คสินค้า กันแตก

เริ่มต้นจากกล่องพัสดุที่ใช่มาใช้แพ็คสินค้า

เลือกกล่องให้ขนาดพอดีหรือใกล้เคียงกับของที่เราจัดส่งมากที่สุด เพราะยิ่งเหลือที่ว่างในกล่องน้อย โอกาสได้รับการกระแทกก็น้อยลง ทั้งนี้ยังช่วยประหยัดค่าส่งได้ด้วยเนื่องจากตัวแทนจัดส่งบางบริษัทมีการคิดค่าบริการตามขนาด นอกจากนี้กล่องพัสดุที่ใช้กระดาษ ความหนา จำนวนชั้นที่ต่างกัน ก็มีความแข็งแรง คงทนและคุณสมบัติในการกันกระแทกที่ต่างกัน มีตั้งแต่ความหนา 2 3 และ 5 ชั้น ถ้าต้องการส่งของขนาดใหญ่ น้ำหนักมากหรือของที่เสียหายได้ง่ายก็ควรเลือกใช้กล่องที่มีความหนา 5 ชั้นที่ไม่ฉีกขาดง่าย ลดแรงกระแทกได้ดี

 

packing-tips เทคนิค วิธีแพ็คของ แพ็คสินค้า แพง ไม่แตก กันแตก

เพิ่มความแน่นหนาสักนิดถ้าคิดส่งของเหลวหรือของมีคม

หากจะแพ็คของเหลว เช่น น้ำหอม ครีม เจลต่างๆ ควรเช็คความแน่นหนาของตัวบรรจุภัณฑ์ว่าปิดมาอย่างดี และใช้เทปกาวติดที่ฝาเพื่อป้องกันไม่ให้ฝาหลุด จากนั้นแพ็คของในถุงพลาสติกก่อนห่อด้วยบับเบิ้ลอีกที ทั้งนี้เป็นการป้องกันหากของเหลวไหลซึมออกมาจะได้ไม่ทำให้ของชิ้นอื่นๆ ในกล่องเดียวกันเสียหายตามไปด้วย ถ้าคุณส่งของในหน้าฝนการห่อด้วยถุงพลาสติกอีกชั้นยังสามารถช่วยป้องกันความเสียหายจากความเปียกชื้นได้ด้วย หากจำเป็นต้องส่งของมีคม เช่น มีด กรรไกร ควรใส่โฟมกันกระแทกที่ปลายแหลมคมก่อนห่อด้วยบับเบิ้ลอีกชั้น

 

packing-tips เทคนิค วิธีแพ็คของ แพ็คสินค้า แพง ไม่แตก กันแตก

 

เสริมความแกร่งด้วยวัสดุกันกระแทก วางในตำแหน่งที่เหมาะสม

นอกจากการห่อด้วยบับเบิ้ลก่อนแพ็คสินค้าลงกล่องที่มักทำกันโดยทั่วไปแล้ว ควรมีการใส่กระดาษฝอย โฟมรูปตัวหนอน หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อเติมช่องว่างในกล่องให้เต็มลดโอกาสที่ของจะไหลไปกระแทกกับจุดต่างๆในกล่อง และช่วยป้องกันการกระแทกที่เกิดระหว่างกระบวนการจัดส่งด้วย ในการจัดของลงกล่องก็ควรคำนึงถึงทิศทางการวาง ไม่ให้ของไหลมาชนกันเอง ไม่วางส่วนที่บอบบางในจุดที่มีโอกาสถูกกระแทกได้สูง ระวังส่วนที่มีคมไม่ให้ทะลุออกมาจากบับเบิ้ลที่ห่อไว้ มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมในกล่อง สำหรับใครที่นำกล่องที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ซ้ำก็ควรเช็คความเรียบร้อย ดูว่าไม่มีจุดที่ฉีกขาด ควรใช้โฟมรองที่มุมกล่องเพื่อเสริมความหนาแน่นและช่วยให้รองรับการกระแทกได้ดีขึ้นด้วย (สำหรับร้านค้าแนะนำว่าใช้กล่องใหม่จะดีกว่า เพื่อภาพลักษณ์ของร้านนะครับ)

 

packing-tips เทคนิค วิธีแพ็คของ แพ็คสินค้า แพง ไม่แตก กันแตก

 

แพ็คสินค้าหนาแน่นแค่ไหน ก็ต้องเช็คให้มั่นใจก่อนส่ง

หลังจากแพ็คสินค้าลงกล่องแล้วควรลองเขย่าดูว่ามีพื้นที่ในกล่องเหลือเยอะหรือไม่ ถ้าเขย่าแล้วของยังเลื่อนไปมา ควรเปลี่ยนกล่องให้ไซซ์เล็กลงหรือยัดวัสดุกันกระแทกเข้าไปเพิ่ม แพ็คของเรียบร้อยแล้วก็ติดเทปกาวบนฝากล่องเป็นรูปตัว H คือแปะตรงที่ฝากล่องมาชนกันตรงกลาง ตามด้วยขอบกล่องด้านข้างอีกสองด้าน โดยแปะเป็นแนวยาวให้กล่องยึดติดกันตลอดแนว หากของในกล่องบอบบาง เสียหายง่ายควรติดป้าย Fragile (แตกหักง่าย) หรือเขียนข้อความตัวใหญ่ๆ ในจุดที่มองเห็นง่าย เพื่อให้ผู้จัดส่งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 

packing-tips เทคนิค วิธีแพ็คของ แพ็คสินค้า แพง ไม่แตก กันแตก

 

การห่อของที่เสียหายง่ายอาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่ก็เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ไม่ต้องมาหัวเสียเมื่อของส่งถึงที่แล้วเสียหาย ต้องชดเชยให้ลูกค้าแถมชื่อเสียร้านอาจเสียหายไปด้วย สำหรับใครที่เวลาน้อยแต่ต้องการจัดการงานละเอียดให้เสร็จทันเวลาก็ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระบบ Fulfillment อย่าง Akita Warehouse ดูได้ นอกจากจะดูแลของให้อย่างดีตั้งแต่รับเข้ามาเก็บที่คลังสินค้าแล้ว ยังมีบริการแพ็คสินค้าที่คุณ Customized ได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่แตกหักง่ายอย่างเครื่องประดับ นาฬิกา กล้องถ่ายรูป น้ำหอม หรือสินค้าประเภทไหนๆ ก็จัดการห่อให้ได้หลากหลายรูปแบบ จัดส่งเร็วทันใจผ่านตัวแทนทั้งไปรษณีย์ไทยและเอกชนแบบไม่มีตกหล่น

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

บริการ Fulfillment คืออะไร ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ทำงานง่าย ขายดีขึ้นจริงหรือ?

บริการ Fulfillment คืออะไร ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ทำงานง่าย ขายดีขึ้นจริงหรือ? การจ้างคลังสินค้าเอกชนมาดูแลงาน เก็บ แพ็ค ส่ง สินค้าแทนคุณ จะช่วยงานได้อย่างไร

บริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่ง คืออะไร?

Fulfillment คือส่วนหนึ่งของระบบคลังสินค้า ที่เริ่มจากการนำสินค้าเข้ามาเก็บที่คลัง ตามด้วยขั้นตอนการนำออกมาแพ็คลงบรรจุภัณฑ์ และจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า หรือที่มักเรียกกันง่ายๆ ว่า เก็บ แพ็ค ส่ง นั่นเอง

ถ้าเป็นบริษัทที่มีกำลังมากพอก็จะมีคลังสินค้าและจัดการระบบ Fulfillment เอง แต่ในปัจจุบันก็มีเจ้าของกิจการไม่น้อยที่หันมาใช้บริการคลังสินค้าจากบริษัทเอกชนที่มีบริการ Fulfillment ไว้รองรับความต้องการของเจ้าของกิจการที่ไม่สะดวกมีคลังสินค้าเป็นของตัวเองด้วย

fulfillment เก็บ แพ็ค ส่ง omnichannel
ที่มา: www.dmit.co.th

เกิดอะไรขึ้นบ้างในยุคที่พฤติกรรมการซื้อขายเปลี่ยนไปจากเดิม?

จากเดิมที่การซื้อขายจะเกิดขึ้นและจบที่หน้าร้านค้า โดยลูกค้าไปเลือกสินค้าด้วยตัวเองที่ร้าน ชำระเงินและรับสินค้ากลับไปด้วยได้เลย แต่เมื่อเกิดการขายบนตลาด E-Commerce ขึ้นมา รูปแบบและช่องทางการซื้อ – ขายก็เปลี่ยนไป คือลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านร้านออนไลน์ได้แม้อยู่ที่บ้าน เมื่อร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อก็จัดการแพ็กและจัดส่งตามออเดอร์ หรืออีกรูปแบบการซื้อคือลูกค้าเห็นสินค้าบนช่องทางออนไลน์ แล้วเข้าไปดูสินค้าจริงที่หน้าร้าน ก่อนจะกลับมาตัดสินใจสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

แล้ว Fulfillment สำคัญอย่างไร?

เมื่อเป็นเช่นนี้ร้านค้าก็ต้องปรับวิธีและเพิ่มช่องทางการขายให้ลูกค้าเข้าถึงได้ทุกทางไม่ว่าจะมีร้านค้าออนไลน์หรือหน้าร้านจริงแบบออฟไลน์ หรือที่เรียกว่าการขายแบบ Omni Channel นอกจากการเพิ่มช่องทางการขาย พัฒนาคุณภาพสินค้าแล้วต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับบริการที่สะดวกรวดเร็ว ไม่ต่างกับการสั่งซื้อที่ทำได้เร็วและง่ายแค่ปลายนิ้ว ร้านไหนตอบเร็ว ส่งไว ก็ได้คะแนนความประทับใจจากลูกค้าได้ไม่ยาก ร้านค้าจึงต้องมาแก้โจทย์ตรงนี้ต่อว่าจะทำอย่างไรให้ร้านของตนไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่คำตอบก็คือการจัดการระบบ Fulfillment ให้มีประสิทธิภาพ

fulfillment เก็บ แพ็ค ส่ง omnichannel
ที่มา : www.interlakemecalux.com

สร้างระบบ Fulfillment เอง กับให้คนอื่นทำให้ แบบไหนดีกว่า?

ธุรกิจทั่วไปที่มีความพร้อมทั้งพื้นที่ ทรัพยากรบุคคล และโดยเฉพาะเงินทุนก็มักจะมีคลังสินค้าและวางระบบ fulfillment เอง แต่สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีความพร้อมทุกด้าน แต่ต้องจัดการสินค้าปริมาณมากด้วยระบบการทำงานแบบเดิม จำนวนพนักงานเท่าเดิมก็เสี่ยงเกิดความเสียหายจากการทำงานไม่ทัน ทำงานผิดพลาด เสียเวลาและเสียโอกาสในการนำเวลาไปพัฒนาสินค้าหรือแผนการขาย และหากคิดจะมีคลังสินค้าเป็นของตัวเองเมื่อลองคำนวณต้นทุนในระยะยาวที่ต้องใช้ไปกับการจัดการเทียบกับมูลค่าธุรกิจอาจจะไม่คุ้มค่านัก

fulfillment เก็บ แพ็ค ส่ง omnichannel

ใช้บริการ Fulfillment ดีอย่างไร?

คำตอบคือ ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก  ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ นั่นเอง

1. ประหยัดเวลา

ไม่ต้องทำงานที่ใช้เวลามากด้วยตัวเอง เพราะงานในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่เก็บ แพ็ก ส่ง ต่างก็ต้องใช้ความละเอียด จึงกินเวลาค่อนข้างมาก ซึ่งหากมีคนมาช่วยรับภาระตรงนี้ไปก็จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจมีเวลาไปคิดแผนต่อยอดงานด้านอื่นมากขึ้น

2. ประหยัดค่าใช้จ่าย

ระบบ Fulfillment คือส่วนหนึ่งของคลังสินค้า นั่นหมายถึงคุณต้องลงทุนไปกับการสร้างคลัง จัดเตรียมอุปกรณ์ กำลังคนให้พร้อม และยังต้องมีเงินสำรองสำหรับการบริหารจัดการ การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ หากใช้บริการ outsource คุณก็ไม่ต้องแบกรับภาระตรงนี้

3. เพิ่มความสะดวก

หากคลังสินค้าของคุณอยู่ไกลจากเขตเมืองก็ทำให้การขนส่งเป็นไปโดยลำบากและอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่หากคุณเลือกใช้บริการคลังสินค้าที่อยู่ในจุดที่เดินทางสะดวกก็จะช่วยให้ขั้นตอนการจัดส่งหรือลำเลียงสินค้าสะดวกและเร็วขึ้นด้วย

4. ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

คลังสินค้าที่ให้บริการ Fulfillment จะมีเทคโนโลยีที่เชื่อมระบบงานทุกส่วนเข้าด้วยกัน สามารถจัดการและตรวจสอบแต่ละขั้นตอนการทำงานได้ผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน แม้ไม่ได้ทำงานด้วยตัวเองเจ้าของธุรกิจก็สามารถติดตามการทำงานได้ตลอดเวลา

ตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดอาจจะดูเหมือนว่าธุรกิจที่เหมาะจะใช้บริการคลังสินค้าและระบบ Fulfillment  จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไม่ได้มีพื้นที่และทุนมากๆ เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือกำลังโตและมีปริมาณสินค้าไหลเข้าจำนวนมากจนทำให้ไม่สะดวกในการจัดการเอง แต่จริงๆธุรกิจที่โตแล้วก็ใช้บริการ Fulfillment ได้ เพราะไม่ได้มีเพียงแค่งานเก็บ แพ็ค ส่ง แต่ยังมีบริการกระจายสินค้าไปยังสาขาและตัวแทนจำหน่าย บริการเติมของหน้าร้านบนห้างสรรพสินค้าด้วย ซึ่ง Akita Warehouse ก็มีพร้อมทุกบริการ Fulfillment สำหรับธุรกิจทุกระดับเช่นกัน อยากให้ทีมงานช่วยงานด้านไหนก็ขอคำปรึกษาแพ็กเกจที่ยืดหยุ่นได้ ในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงระยะยาวที่ต้องแบกรับ

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!