preloder

โปรโมตเพจร้านอย่างไร ให้คนอยากติดตาม

การโปรโมตเพจร้านเป็นเรื่องที่ทั้งเพจเปิดใหม่หรือเปิดมานานแล้วควรใส่ใจทำอยู่สม่ำเสมอ เพราะช่วยทั้งสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน และรักษาฐานคนติดตามเอาไว้ ให้เขาเห็นว่าเรามีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งการโปรโมตเพจร้านนั้นคุณสามารถวางแผนและเริ่มลงมือทำได้เลยจากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว เมื่อฐานแฟนแข็งแรงขึ้นระดับหนึ่งก็อาจลองปรับใช้เทคนิคอื่นๆ เข้าไปด้วยได้ เพราะการทำการตลาดไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่อยู่ที่ว่าเราจะพลิกแพลงอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ และเคล็ดลับที่เรานำเสนอด้านล่างนี้คุณก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เลยเช่นกัน อาจจะไม่ต้องนำไปใช้ทุกข้อในทันที แต่รับรองได้ว่าถ้าคุณไม่หยุดพัฒนา คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากยอดคนติดตามที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

เริ่มสร้างฐานคนติดตามจากคนใกล้ตัว คือ ครอบครัว เพื่อน

เพจที่เพิ่งเริ่มสร้างควรให้ความสนใจในการเพิ่มผู้ติดตามที่มีคุณภาพเป็นอันดับแรกนั่นก็คือคนในครอบครัว เพื่อน และคนที่ติดตามเราบน Facebook ส่วนตัวของเราอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จะเปิดใจหรือ “อิน” กับธุรกิจของเราได้ง่ายๆ ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม (engagement) กับโพสต์ต่างๆ บนหน้าเพจของเราได้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้เพจของเราก็มีโอกาสที่จะถูกโปรโมตออกไปยังกลุ่มผู้ชมที่มีคุณภาพและเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราคนอื่นๆได้สูงขึ้น เพราะระบบมองว่าเพจของเราเป็นเพจที่มีคุณภาพนั่นเอง

 

ที่มา: optinmonster.com

 

แนะนำเพจให้ลูกค้าที่มีอยู่ใน E-mail List และผู้ติดตามใน Social Media ช่องทางอื่นๆ

อย่าลืมใช้ Contact ลูกค้าที่อยู่ในมือคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ใน E-mail List ให้เป็นประโยชน์ โดยการส่ง E-mail เชิญชวนให้พวกเขาติดตามเพจธุรกิจเพื่อรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ การเพิ่มปุ่ม Social Media ลงไปในส่วนท้ายของ E-mail ช่วยดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้พวกเขารับรู้ได้ทันทีที่เห็นว่าสามารถติดตามคุณได้บน Social Media แพลตฟอร์มใดได้บ้าง


เพิ่มปุ่มติดตามบนเว็บไซต์หรือบล็อก

อีกช่องทางที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเว็บไซต์หรือบล็อกของคุณ การเพิ่มปุ่มติดตามสามารถทำได้โดยการใช้เพจปลั๊กอินที่คุณสามารถฝังและโปรโมตเพจ Facebook บนเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ชมของคุณสามารถถูกใจและแชร์เพจโดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์ของคุณ

 

ที่มา: adespresso.com

 

ทำโฆษณาบน Facebook โปรโมตในทุกสื่อออนไลน์ที่มี

นับว่าเป็นทางลัดที่ช่วยให้เพจของคุณไปแสดงในกลุ่มผู้ชมที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายๆ โดยการใช้ฟังก์ชั่นที่คุณกำหนดได้ว่าจะให้โฆษณาไปแสดงในกลุ่มผู้ชมที่มีลักษณะแบบไหน จากการเลือกช่วงอายุ โลเคชั่น ความสนใจนอกจากนี้คุณยังอัปโหลด E-mail List ของคุณลงไปในฟังก์ชั่น Custom Audiences เพื่อทำโฆษณาไปยังคนที่อยู่ใน E-mail List ได้ และหากคุณใช้งาน Social Media ช่องทางอื่นๆ Twitter Pinterest LinkedIn อยู่ด้วย ก็สามารถแนะนำเพจของคุณผ่านช่องทางเหล่านั้นได้เช่นกัน

 

ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และให้ประโยชน์

พึงระลึกอยู่เสมอว่า Social Media ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใดก็ตามเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่อยากจะเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน ให้คนมามีปฏิสัมพันธ์บนช่องทางนั้นๆ หัวใจสำคัญสำหรับการเริ่มทำแฟนเพจจึงไม่ควรตั้งต้นที่ความต้องการสร้าง “ยอดขาย” แต่คือการชักชวนให้คนที่มีความสนใจเหมือนกับเราเข้ามามีส่วนร่วมและติดตามให้ได้ก่อน เมื่อเปลี่ยนจากผู้ชมมาเป็นผู้ติดตามได้ ก็ไม่ยากที่จะเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าในโอกาสต่อไปได้ ดังนั้นคุณต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ที่ตรงใจและให้ประโยชน์กับผู้ชมออกมาอย่างสม่ำเสมอ และทำคอนเทนต์ออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ VDO หรือแม้แต่ LIVE เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากน่าเบื่อและเป็นการทดสอบว่าผู้ติดตามชอบคอนเทนต์แบบไหนเป็นพิเศษ

 

 

โปรโมตทางออฟไลน์ เช่น นามบัตร ป้ายร้าน

แม้เราต้องการโปรโมตแฟนเพจออนไลน์ของเราแต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องโปรโมตทางออนไลน์อย่างเดียว เพราะในชีวิตประจำวันผู้คนไม่ได้ติดอยู่กับช่องทางออนไลน์ตลอดเวลา การใช้สื่อออฟไลน์ที่คนสามารถมองเห็นได้ตามสถานที่ต่างๆ ควบคู่กับสื่อออนไลน์จึงช่วยเพิ่มโอกาสโปรโมตแฟนเพจของคุณได้มากขึ้น คุณใส่ช่องทางติดตามแฟนเพจได้ทั้งบนใบปลิว นามบัตร เมนู ป้ายร้าน เสื้อยืด หรือในสื่ออื่นๆที่คนมองเห็นได้ง่าย ไม่เพียงแค่การใช้สื่อเท่านั้น ถ้าคุณมีโอกาสได้จัดงาน Workshop หรือร่วมบรรยายในงานสัมนาคุณก็สามารถใส่ช่องทางติดตามแฟนเพจบนสไลด์เนื้อหาที่คุณใช้ประกอบการบรรยายได้เช่นกัน

 

จัดกิจกรรมและคอยอัปเดตโปรโมชั่นบนเพจเสมอ

เพียงแค่คุณโปรโมตสินค้าและบริการของคุณบนแฟนเพจ Facebook ก็เท่ากับเป็นการโปรโมตแฟนเพจของคุณแล้ว และยิ่งคุณอัปเดตโปรโมชั่นบนแฟนเพจอย่างสม่ำเสมอในทุกครั้งที่จัดโปรโมชั่น แฟนเพจก็จะเกิดการรับรู้ว่าถ้าอยากได้สิทธิพิเศษดีๆ ต้องเข้ามาติดตามแฟนเพจของคุณ ซึ่งการจัดโปรโมชั่นและจัดกิจกรรมแจกรางวัลยิ่งจัดได้น่าสนใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจให้คนต้องการเข้าร่วม อยากกดไลค์และแชร์ต่อได้มาก โดยคุณสามารถหาไอเดียได้จากสิ่งที่คนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากแหล่งต่างๆ จากการเก็บสถิติคอนเทนต์ของคุณเอง การถามความคิดเห็น ดูจากคู่แข่งหรือเพจที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

 

 

สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพจธุรกิจอื่นๆและอินฟลูเอนเซอร์

การสร้างพันธมิตรและเครือข่ายช่วยกระจายชื่อเสียงแฟนเพจของคุณได้ ทำได้โดยการติดตามและเข้าไปมีส่วนร่วมกับเพจธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งแฟนเพจของอินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกับคุณ แล้วช่วยโปรโมตคอนเทนต์หรือข่าวสารจากเพจของเขาโดยการแชร์ต่อมายังเพจของคุณ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้เขาอยากติดตามแฟนเพจของคุณกลับบ้างและเป็นการง่ายที่จะชักชวนพวกเขามาจัดกิจกรรมด้วยกัน หรือร่วมเป็นช่องทางในการแชร์ข่าวสารของกันและกันในโอกาสต่อไป และอีกช่องทางที่ลืมไม่ได้คือแฟนเพจข่าวสารประจำท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล คนมีชื่อเสียงและมีคนติดตามเป็นจำนวนมากในพื้นที่นั้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญและสามารถเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในลักษณะเดียวกันนี้ได้

 

ตอบกลับผู้ติดตามที่มาคอมเมนต์หรือกล่าวถึงเรา

อีกวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดไลค์และผู้ติดตามได้ดีคือการตอบกลับคอมเมนต์อย่างสม่ำเสมอ ทำได้ตั้งแต่การขอบคุณ การตอบคำถามและข้อสงสัย หรือแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเข้ามาคอมเมนต์ การเข้าไปตอบกลับนี้เองช่วยเพิ่มการมองเห็นในแฟนเพจจากการที่ระบบจะแสดงโพสต์ที่คุณตอบกลับคนคนนั้นบนหน้าฟีดของเขา รวมถึงบนหน้าฟีดของผู้ชมที่กำลังติดตามคุณอยู่ด้วย

 

โปรโมตแฟนเพจที่เปรียบเหมือนหน้าร้านจนดังแล้ว ก็อย่าลืมดูแลงานหลังบ้านให้ดีคู่กันด้วย การใช้ระบบ Fulfillment ที่ช่วยตั้งแต่งานเก็บ แพ็ค ส่ง นอกจากจะช่วยให้จัดการงานหลังบ้านได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณมีเวลาเหลือไปวางแผนพัฒนาธุรกิจและแผนการตลาดได้อีกยาวๆ

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ที่มา:

blogs.constantcontact.com/promote-new-facebook-page

thrivehive.com/how-to-promote-your-facebook-page-for-free

10 เทคนิคขายของออนไลน์ 2019 ที่มือโปรชอบใช้จนขายดีมาแล้ว

ร้านขายของออนไลน์เปิดง่าย แต่จะทำอย่างไรให้ปัง ยอดสั่งซื้อทล่มทลายนี่สิครับเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมตัวกันดีๆหน่อย ก่อนจะขายได้ก็ต้องมีคนรู้จักร้านออนไลน์ของเราผ่านการโปรโมต ที่นิยมใช้กันปัจจุบัน และคนเข้าถึงได้ง่ายก็คือการใช้โซเชียลมีเดียนั่นเอง ใครที่ยังสับสนว่าควรเริ่มจากตรงไหนหรือไม่แน่ใจว่าแผนที่เราใช้อยู่ไปได้ถูกทางหรือไม่ มาเช็คไปด้วยกันทีละข้อกับ 10 เทคนิคขายของออนไลน์ สำหรับปี 2019 ดังต่อไปนี้

 

1. เน้นใช้แพลตฟอร์มเดียวในการโปรโมตช่วงเริ่มต้น

เลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ โดยช่วงเริ่มต้นควรเริ่มที่แพลตฟอร์มเดียวก่อนแล้วโฟกัสช่องทางนั้นให้เต็มที่จนสามารถสร้างฐานแฟนและธุรกิจมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ก่อนจะขยายช่องทางโปรโมตไปแพลตฟอร์มอื่นที่ช่วยส่งเสริมช่องทางหลักในการขยายฐานลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น เริ่มจากขายทาง Facebook แล้วสร้างฐานแฟนได้ระดับหนึ่งจนเรานำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าของเราส่วนมากอยู่ในกลุ่มไหน หากวัยรุ่นเป็นกลุ่มหลักอาจลองใช้ Instagram ช่วยกระจายคอนเทนต์ที่เน้นรูปภาพสวยงามและ Lifestyle ควบคู่กับการโปรโมตบน Facebook ซึ่งเป็นหน้าร้านออนไลน์ช่องทางหลักได้

 

2. คอนเทนต์ที่ใช้บนทุกสื่อต้องแสดงถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์

ไม่ว่าเราจะใช้กี่ช่องทางในการโปรโมตธุรกิจก็ตาม ควรใช้คอนเทนต์ที่สื่อถึงความเป็นแบรนด์ของเราให้เหมือนกันทุกๆช่องทาง ลูกค้าเห็นเราจากที่ไหนก็จดจำเราได้ ซึ่งทำได้โดยการใช้สี ภาพ ตัวอักษรโลโก้ ที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของแบรนด์

 

3. ทำคอนเทนต์ที่สอดคล้องความสนใจ ในเวลาที่ใช่ ดูได้เพลินๆ (RITE Formula)

ทำคอนเทนต์ตามหลักการ RITE นั่นคือ มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ขายและกลุ่มลูกค้า (Relevant) มีความน่าสนใจ (Interesting) ทำออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่คนกำลังสนใจ (Timely) และดูแล้วให้ความบันเทิงได้ (Entertaining)

 

 

4. แอบส่องว่าลูกค้าด้วยกันเองเขาพูดถึงเราอย่างไรบนโซเชียลมีเดีย

ดูว่าลูกค้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเราว่าอย่างไรผ่านการคอมเมนต์ทั้งบนโซเชียลมีเดียร้านค้าออนไลน์ของเราเองหรือช่องทางที่เกี่ยวข้อง เช่น เพจรีวิวสินค้า แฮชแท็ก (Hashtag) ที่มีการกล่าวถึงแบรนด์ของเรา ซึ่งเราควรแอบส่องอย่างเงียบๆ ไม่ควรพยายามไปบิดเบือนการสนทนาโดยการแกล้งเป็นลูกค้าแล้วเข้าไปคอมเมนต์สร้างการชี้นำให้คนอื่นๆคล้อยตามไป หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการทำให้เราเองไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง หากโดนจับได้ธุรกิจของเราก็จะเสียชื่อไปด้วย

 

5. นำสิ่งที่ลูกค้าโพสต์เกี่ยวกับคุณบนโซเชียลมีเดียของเขามาโพสต์ซ้ำ

สิ่งที่ลูกค้าโพสต์ถึงคุณบนโซเชียลมีเดีย เช่น ภาพลูกค้ากำลังใช้สินค้าของคุณใน Instagram เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าคนอื่นได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นความคิดเห็นจากลูกค้าตัวจริงและมีความน่าเชื่อถือสูงจากการโพสต์ผ่านช่องทางส่วนตัวของลูกค้าเอง

 

6. อย่าลืมให้ความสำคัญคะแนนรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย

ช่องทางแรกที่ลูกค้ามักจะมองหารีวิวสินค้าคือส่วนให้คะแนนความคิดเห็นที่มีอยู่ในแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์นั่นเอง เช่น Facebook จะมีการให้แสดงความคิดเห็นในลักษณะการ recommend  ส่วน Google มีการให้จำนวนดาวเป็นคะแนนรีวิว ยิ่งมีคะแนนรีวิวหรือได้รับการแนะนำมากก็ยิ่งน่าเชื่อถือ ดังนั้นคุณจึงควรใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ให้มากโดยการขอให้ลูกค้าช่วยให้คะแนนรีวิวในทุกครั้งที่มีโอกาส

 

 

7. กับลูกค้าบ้าง อย่าใช้แค่การตลาดแบบอัตโนมัติช่วยสื่อสาร

แม้ว่าคุณจะให้ระบบช่วยทำงานได้ทั้งการส่งอีเมล์อัตโนมัติ การจัดตารางการโพสต์คอนเทนต์ล่วงหน้าไปยังหลากหลายช่องทางในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเงินและเวลาก็จริง แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ยังต้องการการสื่อสารที่ให้ความรู้สึกถึงความ “เป็นมนุษย์” คือได้พุดคุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่แค่รอชมคอนเทนต์ที่ระบบคอยป้อนให้ชมตามตารางเวลาที่ถูกกำหนดไว้ การที่เราคุยกับลูกค้าด้วยตัวเองช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระยะยาวและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้

 

8. ใช้การ Live สื่อสารกับลูกค้าแบบ Real Time

การ Live ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดีเพราะสามารถโต้ตอบได้แบบ Real Time พร้อมกันทีละหลายคน โดยการ Live ที่นิยมในไทยจะเป็นการ Live บน Facebook และ Instagram การ Live ยังส่งเสริมให้เกิดการติดตามอย่างต่อเนื่องได้หากคุณมี Live เป็นประจำทุกสัปดาห์ คนดูก็จะเกิดการจดจำและตามเข้ามาดูเมื่อถึงเวลา นอกจากนี้คุณยังสามารถนำคอนเทนต์ภายหลังจากการ Live ไปอัปโหลดในช่องทาง Podcast ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ได้อีกช่องทางด้วย

 

9. ขอความคิดเห็นและข้อมูลจากลูกค้าผ่านแบบสอบถาม

อยากได้ข้อมูลเจาะลึกจากกลุ่มเป้าหมายจริงๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คือถามเขาไปตรงๆเลย ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้เราเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นผ่านการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ที่ทำได้หลายรูปแบบ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาผู้ตอบถึงที่แถมยังเข้าถึงคนได้จำนวนมาก ที่ง่ายที่สุดสำหรับร้านออนไลน์ที่มีร้านบน Facebook ก็คือการสร้างแบบสอบถาม หรือโพลวัดผลโหวตบนแพลตฟอร์มให้สมาชิกทุกคนได้เห็นพร้อมกันในทีเดียว ทั้งนี้อาจมีการให้รางวัลตอบแทนเล็กน้อยเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้อีกด้วย

 

10. จัดโปรโมชั่น การแข่งขัน แจกรางวัล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากลูกค้า

อะไรจะดึงดูดคนได้ดีไปกว่าการลด แลก แจก  แถม ซึ่งเป็นวิธีที่ใครก็ใช้ได้ผลทั้งนั้น นอกจากได้การมีส่วนร่วมจากลูกค้า คุณยังได้สร้างการรับรู้ในแบรนด์ต่อไปยังคนในกลุ่มอื่นๆที่อาจกลายมาเป็นลูกค้าร้านออนไลน์ของคุณได้ด้วย ซึ่งทำได้โดยการแชร์คอนเทนต์ต่างๆออกไปโดยผู้ร่วมกิจกรรม การติดแฮชแท็ก หรือแม้แต่การบอกปากต่อปาก

อ่านจบแล้วก็จะเห็นว่าทั้ง 10 เทคนิคสำหรับร้านออนไลน์ที่เราได้นำมาฝากนั้นค่อนข้างต้องใช้เวลาเหมือนกันนะครับ เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งผ่านการทำคอนเทนต์ และการพูดคุย การตอบคอมเมนต์ เมื่องานหน้าบ้านต้องดูแลให้ดี งานหลังบ้านอย่างการจัดการสินค้าตั้งแต่การเก็บและดูแลสต็อก การแพ็กสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าก็ต้องใส่ใจทำให้ดีไม่ต่างกันครับ งานได้มาตรฐาน บริการประทับใจ ลูกค้าไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าเกรงว่างาน เก็บ แพ็ก ส่ง จะจัดการเองไม่ไหวก็ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Fulfillment ช่วยทำแทนคุณได้ อย่าง Akita Warehouse ที่นักธุรกิจตัวจริงยังเลือกใช้จากความประทับใจในบริการและผลงานที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ (อยากรู้ว่าดีอย่างไรตามมาอ่านต่อได้เลย >> Akita Warehouse)

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

ที่มาบทความ : https://smallbiztrends.com/2018/10/15-social-media-marketing-strategies-the-pros-use

ระหว่างเช่าโกดังกับสร้างโกดังสินค้า เลือกแบบไหนคุ้มค่ากว่า?

ในช่วงเริ่มต้นเจ้าของธุรกิจมักจะประสบปัญหาในการตัดสินใจว่าควรเช่าโกดังเก็บสินค้าหรือสร้างโกดังเก็บสินค้าเอง โดยปัจจัยที่ใช้พิจารณาว่าควรเลือกวิธีใดอาจดูได้จาก โลเคชั่น ทิศทางการเติบโตธุรกิจ ขนาดพื้นที่ที่ต้องใช้ เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ได้มีคำตอบถูกผิดตายตัวเพราะทั้งสองวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันไป เจ้าของธุรกิจจึงควรเลือกวิธีที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจมากที่สุด มาดูกันว่าข้อได้เปรียบ – ข้อเสียเปรียบของการเช่าโกดังเก็บสินค้าและสร้างโกดังเก็บสินค้ามีอะไรบ้าง

ที่มา : www.atad.vn/th

 

การสร้างโกดังสินค้าเอง

 

ข้อได้เปรียบ

  1. มีความยืดหยุ่น การที่เราเป็นเจ้าของโกดังเก็บสินค้าเราไม่ต้องขออนุญาตหรือคำยินยอมจากใครหากต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโกดังสินค้า ทั้งการเคลื่อนย้ายและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ การเปลี่ยนหรือเพิ่มพาเลทและชั้นวางสินค้า การขยาย ต่อเติมพื้นที่ หรือแม้แต่รื้อถอนแล้วสร้างใหม่
  2. ได้ใช้ประโยชน์จากมูลค่าสินทรัพย์มีโกดังเป็นของตัวเองก็เหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย เพราะมีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อคุณต้องการขยายธุรกิจก็สามารถใช้สินทรัพย์ตรงนี้ทำเรื่องขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำเงินไปลงทุนขยายธุรกิจของคุณต่อได้

ข้อเสียเปรียบ

  1. ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสูง ต่างกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยที่ต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าประมาณ 5% ขณะที่การทำโกดังอาจต้องจ่ายล่วงหน้าสูงถึง 20% – 40% การที่มีเงินทุนคงเหลือน้อยเนื่องจากค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสูงอาจนำไปสู่การเติบโตธุรกิจที่ต้องหยุดชะงักไปด้วย
  2. ค่าบำรุงรักษาโกดัง คุณต้องเตรียมค่าใช้จ่ายส่วนนี้เองทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องจ่ายเป็นประจำ ไม่เพียงค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน เพราะการบำรุงรักษาก็ต้องใช้ทรัพยากรเวลา แรงงาน แทนที่จะเอาต้นทุนเหล่านี้ไปใช้กับการเติบโตธุรกิจของคุณ
  3. ความยืดหยุ่นทางการเงินต่ำ เนื่องจากคุณมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบในการสร้างโกดัง นอกจากจะไม่มีเงินทุนไปใช้ลงทุนด้านอื่นๆ แล้ว เมื่อถึงจังหวะที่ธุรกิจกำลังเติบโตได้ดี แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก คุณอาจต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องเลือกระหว่างดำเนินงานภายใต้โกดังที่ใช้อยู่ปัจจุบันแต่โอกาสเติบโตธุรกิจอาจต้องหยุดชะงักไปหรือจำใจขายโกดังสินค้าของคุณแลกกับผลตอบแทนที่น้อยลงกว่าต้นทุนที่คุณเสียไปในตอนต้น

 

การเช่าโกดังสินค้า

 

ข้อได้เปรียบ

  1. มีความยืดหยุ่น หากคุณต้องการขยายธุรกิจก็สามารถเปลี่ยนไปเช่าโกดังเก็บสินค้าที่ใหญ่ขึ้นได้ ใช้ต้นทุนไม่สูงเพราะไม่ต้องใช้เงินมัดจำจำนวนมากในการเช่าโกดัง อีกทั้งยังสามารถใช้โกดังเก็บสินค้าได้หลากหลาย กระจายสินค้าไปเก็บในโกดังที่อยู่พื้นที่ต่างกันได้
  2. ไม่ต้องมีเงินสำรองสำหรับการบำรุงรักษาโกดัง โดยหน้าที่ตรงนี้จะเป็นของผู้ให้เช่า คุณจึงมีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในการลงทุนด้านอื่นๆ หรือเติบโตธุรกิจของคุณเอง
  3. ทางเลือกเพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการเช่าโกดังสินค้าก็มีมากและเปิดให้บริการในพื้นที่ที่ต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่คุณจะหาโกดังที่ตรงใจทั้งพื้นที่ตั้ง ขนาดโกดัง อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ข้อเสียเปรียบ

  1. การควบคุมงานอาจทำได้จำกัด คุณไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้โดยปราศจากการยินยอมของเจ้าของโกดัง เช่น การปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่การบังคับให้คุณย้ายไปเช่าโกดังในพื้นที่อื่นหากเขาต้องการขายโกดังหรือทำอะไรกับโกดังก็ตามแต่
  2. ไม่มีสิทธิ์ในสินทรัพย์ คุณก็ไม่ได้ผลตอบแทนอื่นใดจากทุนที่เสียไปในรูปค่าเช่า นอกจากสิทธิ์ในการใช้โกดังและอุปกรณ์ภายในโกดังเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเท่านั้น

 

ลองพิจารณาข้อได้เปรียบ – ข้อเสียเปรียบของทั้งการสร้างโกดังเก็บสินค้าเองและการเช่าโกดังเก็บสินค้าดูนะครับว่าใช้วิธีไหนคุ้มค่าและอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจของคุณมากกว่ากัน แต่ปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการไม่น้อยที่หันมาใช้วิธีการเช่าคลังสินค้าเนื่องจากไม่ต้องเตรียมตัวมาก มีความคล่องตัวสูง ส่วนใครที่กังวลเรื่องข้อเสียเปรียบตามที่เราได้เล่าไปก็อย่าเพิ่งกังวลไปก่อน เพราะโกดังสินค้าที่เปิดให้เช่าทุกวันนี้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เจ้าของกิจการเข้าถึงงานส่วนต่างๆได้ง่ายขึ้น ในส่วนของราคาก็มีการปรับให้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้งานมากขึ้น คำนวณต้นทุนระยะยาวแล้วแทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มเพราะไม่ต้องรับผิดชอบค่าบำรุงรักษารายปีนั่นเอง นอกจากนี้ผู้ให้เช่าโกดังบางรายก็ให้บริการ Fulfillment ในการจัดการเก็บ แพ็ก ส่ง ให้เสร็จสรรพ อย่าง Akita Warehouse ผู้ให้บริการโกดังเก็บสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานพร้อมกับทีมงานมืออาชีพที่ช่วยคุณบริหารงานในโกดังด้วยระบบ Fulfillment มั่นใจได้ว่าคุณจะได้งานตรงตามมาตรฐาน เสร็จตามเวลา  คิดราคาตามที่ใช้จริงเท่านั้น ใครที่พิจารณาดูแล้วว่าการสร้างโกดังเองดูไม่ใช่วิธีที่คุ้มค่ากับธุรกิจของคุณและสนใจจะเช่าโกดังเก็บสินค้าก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงตามนี้เลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มาเนื้อหา : https://www.macrack.com.au

ชั้นวางสินค้าแบบไหน ที่เหมาะกับคลังสินค้าของคุณ

หากมีคลังเก็บสินค้าก็ต้องมีชั้นวางสินค้าเป็นของคู่กัน ซึ่งชั้นวางสินค้าช่วยให้การใช้พื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ ช่วยรักษาคุณภาพสินค้าจากการจัดเก็บที่ได้มาตรฐาน  ทำให้การค้นหาและเคลื่อนย้ายทำได้ง่ายและรวดเร็ว การเลือกชั้นวางสินค้าต้องพิจารณาจาก  ชนิด ขนาด และน้ำหนักสินค้าที่จะจัดเก็บ ซึ่งนำไปสู่การเลือกพาเลทสำหรับใส่สินค้าที่ต้องบรรจุสินค้าได้ดีและวางบนชั้นวางสินค้าได้พอดี ระบบการหมุนเวียนของสินค้านั่นคือความถือของการนำเข้าและเบิกจ่าย นอกจากนี้ขนาดและลักษณะพื้นที่ของคลังสินค้าก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาด้วย โดยชั้นวางสินค้าอาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

 

ชั้นวางสินค้าขนาดใหญ่ (Racking System) ได้แก่

 

ที่มาภาพ : www.jenbunjerd.com

 

ชั้นวางแบบเลือกพาเลทได้ (Selective Rack)

เป็นชั้นวางที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เหมาะสำหรับจัดเก็บสินค้าที่จัดวางบนพาเลท มีโครงสร้างแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก สามารถปรับระยะห่างของแต่ละชั้นได้ตามความต้องการ ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์จัดเก็บสินค้าและอุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าได้หลากหลาย ใช้รถยก forklift เลือกหยิบสินค้าชิ้นใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเรียงสินค้าก่อนหลัง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าทั่วไป

 

 

 

 

ชั้นวางสินค้าแบบ Drive-In/ Drive Through 

เหมาะสำหรับคลังสินค้าที่เก็บสินค้าที่มีจำนวน SKUs น้อย แต่มีปริมาณการจัดเก็บสินค้าต่อ SKUs เป็นจำนวนมาก แม้ระบบนี้เก็บสินค้าได้มากกว่าและใช้พื้นที่ให้รถเคลื่อนย้ายวิ่งน้อยกว่าชั้นวางแบบ Selective Rack แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องพาเลทพอสมควรเพราะเป็นระบบหมุนเวียนสินค้าแบบ First-In First-Out เป็นชั้นวางที่ออกแบบให้วางสินค้าตามแนวลึก ต้องจัดลำดับให้สินค้าที่ต้องออกก่อนอยู่ด้านหน้า

 

ที่มา : www.adityasteelindustries.com

 

ชั้นวางสินค้าแบบ FIFO

เป็นชั้นวางที่มีระบบลูกกลิ้งอยู่ภายในพาเลท สินค้าจะเคลื่อนไปในทางเดียวตามแนวลึกเช่นเดียวกับประเภท Drive-In และเบิกจ่ายด้านหลังแบบระบบ First-In First-Out ในแต่ละช่องของชั้นวางควรจัดเก็บสินค้า SKUs เดียวกัน เหมาะสำหรับสินค้าที่มีอายุในการเก็บรักษาหรือสินค้าที่ต้องมีการหมุนเวียน เพราะจุดเด่นของชั้นวางประเภทนี้คือความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวของสินค้า ลดแรงงาน สามารถตรวจเช็คได้ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว

 

 

ที่มา : www.frazier.com

 

ชั้นวางสินค้าแบบ Push Back

เป็นชั้นวางที่ผสมระหว่าง Drive-In Rack กับ FIFO Rack มีขนาดใหญ่และช่วงลึกจึงสามารถเก็บสินค้าได้จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอุปกรณ์ถาดรับพาเลทในแต่ละชั้นซึ่งทำให้สินค้าที่เก็บไว้ก่อนถอยร่นเข้าด้านในเมื่อมีสินค้าใหม่วางเพิ่ม และจะเคลื่อนออกมาด้านหน้าเมื่อมีการนำพาเลทด้านหน้าออกไป ดังนั้นชั้นวางประเภทนี้จึงเหมาะกับสินค้าที่ไม่มีปัญหาการตกรุ่น หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพ

 

 

 

ชั้นวางสินค้าแบบเคลื่อนที่ (Mobile Rack)

เป็น Pallet Rack วางอยู่บนฐานทั้งชุด ตัวฐานวางอยู่บนรางซึ่งฝังอยู่ในพื้น แล้วใช้มอเตอร์เป็นตัวขับฐานทั้งชุดให้เลื่อนไปมาบนราง มีความคล้าย Selective Rack ที่สามารถเลื่อนชั้นวางให้เคลื่อนในแนวซ้ายและขวา เพื่อเปิดช่องทางให้รถยกเข้าไปตักสินค้าที่ต้องการ จึงเพิ่มปริมาณจัดเก็บขึ้น 80% จากเดิม ชั้นวางประเภทนี้ส่วนใหญ่มักใช้ในอุตสาหกรรมห้องเย็น เนื่องจากเป็นการจัดเก็บที่มีความหนาแน่นสูงจึงลดพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้ารวมทั้งลดการสูญเสียพลังงานได้

 

ชั้นวางสำหรับวัสดุยาว (Cantilever Rack)

เป็นชั้นวางสินค้าที่ออกแบบเฉพาะสำหรับจัดเก็บสินค้าที่มีความยาวมากหรือมีลักษณะวงแหวน เช่น แผ่นกระดาษ ท่อ อลูมิเนียมเส้น ท่อนไม้ ช่วยเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดเก็บสินค้า และช่วยให้ค้นหาสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยแขนชั้นวางสามารถออกแบบให้รับน้ำหนักได้ตามต้องการ และปรับระดับขึ้นลงให้เหมาะสมกับชนิดสินค้าที่จัดเก็บได้

 

ที่มา : www.dynamicracking.com

ชั้นลอย (Mezzanine Floor)

เป็นชั้นลอยอเนกประสงค์ ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ในคลังสินค้า ประกอบด้วยโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง รับน้ำหนักได้สูง ประกอบเป็นพื้นชั้นลอยได้หลายระดับ ติดตั้งง่าย สามารถดัดแปลง รื้อถอนเพื่อย้ายไปติดตั้งในพื้นที่อื่นได้อย่างสะดวก ชั้น ช่วยเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บสินค้า โดยไม่ต้องต่อเติมอาคารและยังสามารถดัดแปลงเป็นสำนักงานได้

ชั้นวางสินค้าที่มีขนาดเล็ก (Shelving System ) ได้แก่

 

 

ชั้นวางแบบ Micro Rack

เป็นชั้นวางอเนกประสงที่ใช้จัดเก็บทั่วไปในคลังสินค้า ร้านขายอุปกรณ์ช่าง คลังเก็บอะไหล่ รับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 150-250 กก. ต่อชั้น สามารถปรับระดับแผ่นชั้นให้เหมาะสมกับสินค้าและเพิ่มแผงปิดด้านหลังสำหรับกันสิ่งของไม่ให้ตกได้ โครงสร้างแบบ Knock-Down ง่ายต่อการติดตั้งหรือรื้อย้าย

 

 

 

ชั้นวางขนาดกลาง (Medium Shelving)

ชั้นวางของขนาดกลางที่ถูกออกแบบให้ช่วงแผ่นชั้นมีความยาวขึ้น (Long Span) รับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 200-300 กก. ต่อชั้น เหมาะสำหรับจัดเก็บสินค้าที่เป็นกล่องหรือลัง ประกอบและติดตั้งง่าย ปรับระดับความสูงของแต่ละชั้นได้

 

 

 

ชั้นวางซ้อนหลายชั้น  (Multi-Tier Shelving)

เป็นชั้นวางขนาดกลางที่ใช้พื้นที่ในแนวสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เชื่อมโยงด้วยแผ่นตะแกรงเป็นทางเดินโดยรอบและระหว่างชั้น มีราวกันตก ชานชาลา และบันไดขึ้นลง โครงสร้างทั้งหมดถอดประกอบและสามารถเพิ่มชั้นขึ้นไปได้หลายชั้น จึงสามารถลดการใช้พื้นที่ในแนวราบ เหมาะสำหรับการจัดเก็บสินค้า หรือวัสดุที่มีขนาดกลางเล็กที่อยู่ในรูปกล่อง หรือเป็นชิ้นกระจัดกระจายมีขนาดไม่แน่นอน

 

ทำความรู้จักชั้นวางสินค้าแต่ละประเภทแล้วก็ลองนำไปประกอบการตัดสินใจสำหรับการเลือกชั้นวางไว้ใช้ในคลังของตัวเองดู แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมจัดการระบบคลังสินค้าด้วยตัวเองในตอนนี้ Akita Warehouse คลังจัดเก็บสินค้าที่ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญก็ยินดีให้บริการระบบ Fulfillment ที่มีทั้งพื้นที่จัดเก็บสินค้าภายใต้ระบบที่ได้มาตรฐาน บริการสินสินค้าที่คุณ Customized ได้ และยังรับจัดส่งสินค้าผ่านตัวแทนทั้งไปรษณีย์ไทยและเอกชนได้ สะดวกและคุ้มค่าสุดๆ ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองอ่านต่อในบทความนี้ได้ >> Akita Warehouse หรือจะต่อสายตรงปรึกษาทีมงานก็ติดต่อได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

 

 

ที่มาบทความ:

www.lpi.co.th

www.eiffleshelving.com

www.jenbunjerd.com

จัดการคลังสินค้าแบบลีน (LEAN) เหนื่อยน้อยลงแต่ได้ผลงานเพิ่มขึ้น

การจัดการแบบลีน (Lean Management) คืออะไร

คือการใช้ทรัพยากรในทุกกระบวนการให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด  ไม่ว่าจะเป็น เวลา แรงงานคน เครื่องมือ และพื้นที่ปฏิบัติงาน แล้วได้ผลงานมากขึ้นหรือใกล้เคียงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ลีนจึงไม่ใช่การทำงานให้หนักขึ้นหรือเร็วขึ้น แต่เป็นการค้นหาความสูญเปล่า และเปลี่ยน ให้เป็นคุณค่าที่ผู้รับผลงานของเราต้องการ (ที่มา : http://psdg.anamai.moph.go.th)

 

 

คลังสินค้าจะใช้การจัดการแบบลีนได้อย่างไร

การบริหารคลังสินค้าในปัจจุบันไม่ได้ว่าด้วยเรื่องของพื้นที่จัดเก็บสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในอีกหลายๆขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้ามาที่คลัง การจัดเก็บ การหยิบสินค้ามาแพ็ก การจัดส่งสินค้า และอื่นๆ การใช้ลีนกับคลังสินค้าจึงเป็นการลดการใช้ทรัพยากรไปกับขั้นตอนต่างๆข้างต้น หรือแม้แต่ตัดบางขั้นตอนที่เป็นการใช้ทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ออกไปเลย สามารถทำได้โดยการประยุกต์ใช้หลักการ 5S เข้ากับในงานบริหารคลังสินค้า ซึ่งทำได้ดังนี้

1. การแบ่งประเภท จัดหมวดหมู่ (Sort) แยกสิ่งของที่ต้องการและไม่ต้องการออกจากกัน กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากสต็อกเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและพื้นที่ทำงาน ใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดเวลาการทำงาน เช่น เครื่องสแกนบาร์โค้ดแทนการใช้กระดาษบันทึกข้อมูล จัดทางเดินให้พนักงานสามารถเคลื่อนที่ระหว่างชั้นวางสินค้าให้เดินข้ามไปมาได้อย่างสะดวกเพื่อย่นระยะการเคลื่อนไหวและทำงานได้คล่องตัวขึ้น

 

ที่มา : www.dexion-anglia.co.uk

 

2. จัดการอย่างเป็นระเบียบ (straighten) จัดสินค้าหรือสิ่งของที่ถูกใช้บ่อยๆอยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้ง่าย มีไกด์ไลน์การทำงาน ติดตั้งป้ายบนสต๊อกเพิ่มประหยัดเวลาในการจัดวางสิ่งของ หรือแม้แต่สัญลักษณ์บนพื้นหรือทางเดินป้องกันการสับสนในการเดินไปยังจุดต่างๆ ใกล้กับจุดเก็บอุปกรณ์ควรติดป้ายเตือนพนักงานให้ชาร์จไฟอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้งหลังจบงานในแต่ละกะ

 

 

3. ทำความสะอาด (Shine) หลังจบงานในแต่ละกะควรทำความสะอาดทุกๆ พื้นที่ในการทำงานให้เรียบร้อย การทำเช่นนี้ทำให้เราเห็นสิ่งผิดปกติหรือจุดที่เกิดความเสียหาย และสามารถรายงานเพื่อเกิดการแก้ไขได้ในทันที มีการติดตั้งถังขยะอยู่ส่วนหน้าของทางเดินระหว่างชั้นวางของทุกจุด เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อมใช้งาน

4. วางมาตรฐานการทำงาน (Standardize) ให้ครอบคลุมการทำงานทุกขั้นตอน มีการจัดทำเป็นโปสเตอร์และนำไปติดตั้งในตำแหน่งที่พนักงานทุกคนจะมองเห็นได้ง่าย ออกแบบเนื้อหาให้กระชับไม่ยืดยาว พนักงานสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย อ่านแล้วมองเห็นภาพ นำไปสู่การปฏิบัติตามที่ถูกต้อง นอกจากนี้การจัดเทรนนิ่ง การจัดทำวิดีโอที่อธิบายวิธีการทำงาน กฎ หรือข้อควรระวังต่างๆ ยังช่วยกระตุ้นให้พนักงานใหม่เกิดความตระหนักและเข้าใจในระเบียบวิธีการทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย

 

 

5. ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง (Sustain) มีการตรวจสอบระบบการทำงานประจำปี เพื่อดูว่ามีการปฏิบัติตามกฎไหม รวมทั้งกฎข้อไหนควรมีการปรับเปลี่ยนหรือควรเพิ่มเติมอะไรเข้าไปอีก เปิดรับฟังความคิดเห็นจากพนักงานที่ปฏิบัติงานในแต่ละส่วนเพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นที่สะท้อนความเป็นจริง มีการประเมินและให้รางวัลพนักงานที่ปฏิบัติตามระเบียบและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสมัครใจและตั้งใจทำตามระเบียบต่อไป

 

 

ประโยชน์จากการให้หลักการลีนกับการบริหารคลังสินค้า

  • ลดเวลาการทำงานเนื่องจากขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นได้ถูกตัดออกไป
  • ลดต้นทุนแรงงานเนื่องจากไปต้องแก้งานใหม่หรือทำงานซ้ำซ้อน
  • ลดระยะเวลาและระยะทางในการเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังจุดต่างๆ
  • ลดปริมาณสินค้าค้างสต็อก จากการสต็อกเฉพาะสินค้าที่เป็นที่ต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง
    (ที่มา: https://articles.cyzerg.com)

แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมจะบริหารคลังสินค้าด้วยตัวเอง หรืออยากลดขั้นตอนการทำงานส่วนนี้ออกไปเลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นการใช้หลักการลีนบริหารองค์กรในภาพใหญ่ คุณสามารถเลือกใช้บริการ Fulfillment จากบริษัทที่ไว้ใจได้อย่าง Akita Warehouse กับทีมงานมืออาชีพที่พร้อมรับงานบริหารสต็อกมาดูแลแทนคุณทุกขั้นตอน ตั้งแต่เก็บ แพ็ก ส่ง ไม่ต้องสร้างและดูแลระบบเอง งานจบตรงเวลาไม่มีพลาด ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะจ่ายจริงตามจำนวนที่ใช้เท่านั้น

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

6 เทคนิคจัดระเบียบโกดัง ให้ทำงานลื่นไหลอย่างโปร

ในฐานะเจ้าของธุรกิจ มีความจำเป็นอย่างมากที่คุณต้องเข้าไปมีบทบาทและทำความเข้าใจในทุกขั้นตอนของงานส่วนโกดังเก็บสินค้า เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบถึงงานโดยรวมได้ ดังนั้นคุณจึงต้องหมั่นสังเกต ประเมินผล และหาทางปรับปรุงในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน จะมีวิธีใดบ้างที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบการทำงานในโกดังเก็บสินค้า เราขอสรุปเป็น 6 ข้อสั้นๆ ที่ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนก็หยิบไปใช้ได้เหมือนกันดังนี้

1.ลดเวลาการเคลื่อนย้ายหรือลำเลียงสินค้าในโกดัง

การเคลื่อนย้ายหรือลำเลียงสินค้าจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ตั้งแต่เดินไปหยิบสินค้า บรรจุภัณฑ์ เตรียมการบรรจุ ไปจนถึงการลำเลียงไปยังจุดขนส่ง ซึ่งหากไม่จัดการงานส่วนนี้ให้ดีก็จะส่งผลกระทบกับขั้นตอนการทำงานทั้งหมด การจะย่นระยะเวลาในการลำเลียงสินค้าไปยังจุดต่างๆได้ คุณต้องปรับปรุงเส้นทางการลำเลียง ให้ขั้นตอนการทำงานที่ต่อเนื่องกันอยู่ใกล้กัน ย่นระยะเวลาการเดินไปหยิบสิ่งของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งให้น้อยที่สุด

ที่มาภาพ: www.bastiansolutions.com

2.ระบบชั่งน้ำหนักที่เหมาะสม

หนึ่งในทางวิธีมีมีประสิทธิภาพคือทำการใช้รถยกแบบโฟคลิฟท์ ซึ่งคุณสามารถยก ชั่งน้ำหนัก เคลื่อนย้ายและบันทึกน้ำหนักของสิ่งที่บรรทุกได้ในคราวเดียวกัน เพราะรถโฟคลิฟท์มีเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิคที่ชั่งน้ำหนักสิ่งที่บรรทุกได้แม่นยำ เครื่องชั่งน้ำหนักทำจากวัสดุที่คงทน ไม่มีสปริงหรือระบบไฮดรอลิค ซึ่งมั่นใจได้ว่ามีความทนทานและแม่นยำในทุกสภาพการทำงาน

 

3.การจัดโปรแกรมฝึกอบรมให้พนักงาน

การจัดอบรมทำให้พนักงานของคุณมีความเข้าใจและเห็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแต่ละขั้นตอนการทำงาน ซึ่งการฝึกอบรมไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วจบไป แต่เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง คุณต้องส่งเสริมให้พนักงานรู้จักการรับมือกับปัญหาตั้งแต่ต้น รู้จักติดตามและรายงานผลการทำงาน รวมทั้งรู้จักอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเสมอ

 

4.มีระบบจัดการสต็อกที่ดูการเคลื่อนไหวได้แบบ Real-Time

ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะการติดตามสต็อกแบบ Real-Time ต้องการพิจารณาตัวเลขซึ่งเปลี่ยนแปลงตามจำนวนออเดอร์ที่เข้ามาแทบจะตลอดเวลา จึงน่าจะดีกว่าหากคุณมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันต่องานที่คุณจัดการในช่วงเวลานั้นๆ

 

5.มีการตรวจสอบ ซ่อมบำรุงเครื่องมือการทำงานอยู่เสมอ

สร้างความมั่นใจในทุกขั้นตอนการทำงานโดยการกำหนดช่วงเวลาสำหรับตรวจเช็คความพร้อม จัดให้มีการซ่อมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ระหว่างนี้คุณยังหาทางป้องกันความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นจากการที่คุณมองเห็นจุดที่อาจเป็นปัญหาในอนาคตและหาทางป้องกันไว้ก่อนจะเกิดขึ้นจริง หรือแม้แต่ได้มีโอกาสแก้ไขความบกพร่องที่ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่ก่อนจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไข นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะคุณไม่ต้องมาเสียเวลาซ่อมเครื่องมือในระหว่างเวลาการทำงาน ซึ่งทำให้งานต้องหยุดชะงักไป

ที่มาภาพ: www.dimassasrl.com

6.ประยุกต์แนวคิดแบบ Lean เข้ากับระบบจัดการโกดัง

Lean คือแนวคิดในการบริหารจัดการการผลิตหรือองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้ทรัพยากรไปโดยไม่เกิดประโยชน์ในวงจรการผลิตหรือในขั้นตอนการทำงาน สำหรับการจะใช้หลักการ Lean จัดการระบบงานในโกดังต้องส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานตั้งแต่การร่วมแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ ลดการใช้ทรัพยากรโดยสูญเปล่า ซึ่งยังช่วยให้คุณใช้ต้นทุนอย่างคุ้มค่า เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการ ไปจนถึงขั้นตอนการจัดส่ง
(เนื้อหาจาก: supplychainminded.com)

หากคุณมีการวางแผนและมีระบบจัดการโกดังตั้งแต่เริ่มต้นรับรองว่าคุณจะไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ซึ่งทำให้งานต้องหยุดชะงักหรือล่าช้าไปเกิดกำหนด แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมมีโกดังสินค้าเป็นของตัวเองหรือไม่ต้องการรับภาระงานบริหารสต็อกและดูแลโกดังเก็บสินค้า Akita Warehouse ก็พร้อมที่จะดูแลงานตรงนี้แทนคุณไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่หรือเป็นร้านค้าขายของออนไลน์ ด้วยบริการ Fulfillment โดยทีมงานมืออาชีพที่ดูแลสินค้าให้ตั้งแต่เช็คความเรียบร้อยก่อนจัดเก็บสินค้าเข้าโกดัง มีบริการ Pick และ Pack จัดของลงกล่องที่สามารถ Customize รูปแบบการแพ็กได้ตามที่คุณต้องการ พร้อมบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าของคุณผ่านทั้งไปรษณีย์ไทยและตัวแทนเอกชน สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีหน้าร้านบนห้างสรรพสินค้าเราก็มีบริการเติมสินค้าให้ที่ร้าน หรือใครที่ขายสินค้าแบบระบบตัวแทนเราก็มีบริการช่วยกระจายสินค้าไปยังตัวแทนจำหน่ายของคุณด้วย

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!

ขายเยอะ หมดไว ได้ใจนักช็อปชอบลุ้นด้วยถุงโชคดี เทคนิคระบายสินค้าที่กำลังมาแรง

ช่วงปลายปีเรามักจะเห็นโปรโมชั่นหลากหลายรูปแบบที่ห้างร้านต่างๆจัดขึ้นมาเอาใจนักชอปเพื่อหวังจะได้โปรโมตร้าน กระตุ้นยอดขาย ที่สำคัญคือได้ระบายสินค้าที่ตกเทรนด์แล้วเพื่อเคลียร์สต็อกเตรียมพื้นที่รับสินค้าล็อตใหม่ การใช้กลยุทธ์กระหน่ำลดราคาดูจะเป็นวิธีที่ทำง่ายและเป็นที่นิยมมาตลอด แต่ก็อาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าสินค้าที่เกินความต้องการของผู้ซื้อซึ่งค้างในสต็อกจำนวนมากจะขายได้หมด

เมื่อปีใหม่คือช่วงเวลาของการเริ่มต้น  การเปิดรับโชคและโอกาสใหม่ ประเทศผู้นำเทรนด์สุดล้ำอย่างญี่ปุ่นก็มีโปรโมชั่นที่ช่วยระบายสต็อกได้อย่างเนียนๆ เรียกว่าฟุคุบุคุโระหรือถุงโชคดี ที่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มาสร้างประสบการณ์ซื้อที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นให้ลูกค้า โดยที่ลูกค้าจะต้องมาลุ้นกันอีกทีว่ามีอะไรอยู่ในถุงบ้าง

ที่มาภาพ: matcha-jp.com

โดยทั่วไปแล้วถุงโชคดีจะประกอบด้วยสินค้าที่ร้านค้าตั้งใจจะลดราคาอยู่แล้ว ถูกนำมาจัดรวมกันเป็นเซท ซึ่งมักจะเริ่มวางจำหน่ายระหว่างวันที่ 1-3 มกราคม ทั้งในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ร้านขายยา แม้แต่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีถุงโชคดีขายด้วย แต่ละร้านค้า แต่ละแบรนด์ก็มีการออกแบบถุงโชคดีที่ต่างกันไปตามประเภทสินค้าที่ขาย ยกตัวอย่างเช่นร้านเสื้อผ้าก็จะมีการคละแบบ สี ไซซ์ ซึ่งลูกค้าก็ต้องไปลุ้นอีกทีว่าจะได้เสื้อที่ไซซ์ใหญ่เกินไปหรือเปล่า ร้านขายยามีการจัดชุดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ แบรนด์เครื่องสำอางจัดชุดผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีการจัดชุดอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เมื่อนำสินค้ามาจัดเซทถุงโชคดีแบบนี้ก็ทำให้ปริมาณการขายต่อผู้ซื้อ 1 คน เพิ่มมากขึ้น ตัวลูกค้าเองนอกจากจะได้ความตื่นเต้นขณะเปิดถุงแล้ว ยังได้สินค้าหลายชิ้นในราคาที่ถูกลงกว่าครึ่ง ด้วย (ถึงแม้จะไม่อยากได้สินค้าบางอย่างที่ถูกรวมมาจริงๆ ก็ตาม แต่คิดจากราคาขายแยกชิ้นก็ยังคุ้มอยู่ดี)

 

ที่มา: facebook.com/japanplanning

ในระยะหลังนี้ถุงโชคดีก็เริ่มมีการปรับรูปแบบเอาใจลูกค้า และสร้างความน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น บางแบรนด์เพิ่มสิทธิ์ลุ้นรับสินค้าที่พรีเมียมยิ่งขึ้นซึ่งจะมีอยู่ในถุงโชคดีเพียงบางถุงเท่านั้น หรือทำสินค้าพิเศษรุ่นลิมิเต็ดที่ออกวางขายในจำนวนจำกัด และเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ได้ ทำถุงที่สามารถมองเห็นข้างในว่ามีสินค้าอะไรบ้าง พร้อมคำอธิบายรายละเอียดสินค้า การทำแบบนี้นอกจากจะเป็นการเอาใจลูกค้าให้สามารถเลือกได้มากขึ้น ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ว่าไม่ได้เอาสินค้ามีตำหนิมาขาย แต่ตั้งใจจะมอบของขวัญสมนาคุณส่งท้ายปีเพื่อขอบคุณลูกค้าจริงๆ (และได้ขายของไปในตัว)

 

มาดูกันว่าแต่ละแบรนด์ทำถุงโชคดีออกมาอย่างไรบ้าง

 

Starbucks

ที่มา: jpninfo.com

เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 1 มกราคม และมีแค่บางสาขาเท่านั้น ซึ่งในวันที่ 1 มกราคมลูกค้าต้องเดินทางไปที่ร้านค้าเพื่อรับคูปองซื้อถุงโชคดีที่จำกัดการซื้อ 1 คนต่อ 1 ถุง และคูปองจะใช้ได้เฉพาะในวันที่รับคูปองและร้านที่รับคูปองมาเท่านั้น

 

Apple

ที่มา: specphone.com

ถุงโชคดีในตำนานที่หลายคนยอมไปต่อแถวรอกันเป็นวันๆ ซึ่งปกติจะวางขายในวันที่ 2 มกราคม ของที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยมากๆ เพราะภายในถุงโชคดีราคา 36,000 เยน (ประมาณ 10,500 บาท) ได้ลุ้นทั้ง MacBook Air iPhone iMac iPad Apple Watch และอุปกรณ์เสริมต่างๆ

 

Adidas

ถุงโชคดี Adidas จะขายราคาตั้งแต่ 10,000 – 20,000 เยน เริ่มวางขายวันที่ 1 มกราคม ซึ่งของในถุงก็จะมีพวกเสื้อผ้า เสื้อกีฬา ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อยืด หมวก กระเป๋า และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

 

BNK48 Lucky Bag

มาดูการตลาดฝั่งไทยกันบ้าง Girl Group ชื่อดังขวัญใจโอตะก็ขอทำ Lucky Bag รวมของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีพไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด ปฏิทิน Wristband และของที่ระลึกอีก 2 ชิ้นที่ต้องลุ้นเอาว่าจะได้อะไร โดยขายที่ราคาถุงละ 690 บาท มีจำกัดเพียง 5,000 ถุง ดังนั้นจึงมีกติกาว่าต้องลงชื่อเพื่อขอรับสิทธิ์ในการสั่งซื้อซะก่อน นอกจากนี้ยังมีความพิเศษเพิ่มเข้ามาอีกตรงที่ผู้ซื้อได้ลุ้นรางวัลพิเศษจากการจับฉลากรับรางวัลสุดพรีเมียม เช่น สิทธิ์เข้าชมการแสดง รูปภาพจาก CD ครบเซท ใครเป็นโอตะเรียกว่าเกินคำว่าคุ้ม

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับไอเดียจัดโปรโมชั่นสุดสร้างสรรค์ที่จะช่วยให้คุณระบายสินค้าได้เยอะและเร็วขึ้น ซึ่งปัจจุบันคนที่ทำถุงโชคดีแล้วขายดีไม่ได้มีแต่แบรนด์ใหญ่เท่านั้น ร้านออนไลน์ก็ขายดีได้ด้วยวิธีนี้เช่นกัน แต่ถ้ากลัวว่าจะทำงานไม่ทันเพราะแค่ขาย แพ็ก ส่งเองทุกวันนี้ก็ยุ่งอยู่แล้ว ยังต้องมานั่งจัดเซทสินค้าเพิ่มอีก ลองปรึกษาคลังสินค้า Akita มืออาชีพด้านการบริหารสต็อก ที่มีทั้งบริการพื้นที่เก็บสินค้า บริการ Pick และ Pack จัดของลงกล่องได้ไม่มีพลาด ที่สามารถ Customize รูปแบบการแพ็กให้สวยงามได้ ไม่ว่าจะจัดถุง ผูกโบว์ ติดการ์ด และอื่นๆ ก็ยินดีทำให้ตามคำขอ พร้อมรับจัดส่งให้ลูกค้าของคุณอย่างรวดเร็วผ่านตัวแทนทั้งไปรษณีย์ไทยและเอกชนด้วย โดยคิดค่าบริการตามจริงแบบคุ้มค่าสุดๆ

 

ติดต่อ Akita ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลย

Add LINE: http://bit.ly/2O3nLFc

Inbox: m.me/akita.wh

โทร: 02-0263-250

ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำสต็อก ฟรี!